Saturday, March 24, 2007

ความสับสนของสังคมไทย ตอน 1

"เสียสละ"

ตอนผมเพิ่งจบใหม่ๆนั้น ผมก็เหมือนคนอื่นตรงที่มีการกำหนดลักษณะของบริษัทที่อยากจะทำงานด้วย
ซึ่งแต่ละคนจะมีโอกาศที่จะได้บริษัทที่ตัวเองต้องการหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับ คุณสมบัติของผู้ที่สมัครงานเป็นหลัก
บวกด้วยโชคเป็นตัวช่วยเสริม...

สำหรับลักษณะของบริษัทที่ผมต้องการจะทำงานด้วยนั้น เท่าที่พอจำได้ผมกำหนดไว้ว่า
ต้องเป็นบริษัทต่างชาติ และเป็นบริษัทขนาดกลางหรือเล็ก
ที่ผมเลือกว่าจะทำงานบริษัทต่างชาตินั้น ไม่ใช่เหตุผลของผลตอบแทนหรือการนำชื่อเสียงไปใช้สมัครงานต่อที่อื่นแต่อย่างใด
ผมเพียงต้องการตอบสนองความอยากรู้ อยากเห็นและตอบข้อสงสัยที่มีมานานเท่านั้นเองว่า
ทำไมประเทศเราจึงสู้เขาไม่ได้ อะไรเป็นปัจจัย ความคิดของเค้ากับของเราต่างกันตรงใหน
ส่วนประเด็นของบริษัทขนาดกลางหรือเล็กที่ผมตั้งไว้นั้น ก็เป็นการสนองตัญหาของผมเช่นเดียวกัน
คือผมอยากเห็นแนวทางการเจริญเติบโต ว่าถ้าบริษัทที่กำลังขยายตัวนั้นต้องทำอย่างไร
ประเด็นหลังนี้เสี่ยงพอสมควรเพราะ ผมไม่อาจทราบได้ว่าบริษัทที่ผมจะเข้าไปทำงานนั้น จะเป็นบริษัทที่กำลังจะขยายหรือบริษัทที่กำลังเจ๊ง ซึ่งสรุปมาว่าผมค่อนข้างโชคดีที่เป็นอย่างที่ผมต้องการ

บริษัทที่ผมทำงานนั้นเป็นบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นครับ ซึ่งหลังจากทำงานมาได้พอสมควรทำให้ผมทราบว่า
เขาขยัน จริงจัง ทำงานเป็นระบบ และมองมุมกว้างกว่าเรามาก โดยลักษณะอย่างนี้อยู่ในคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่
แต่อย่างว่าครับไม่มีประเทศใหนเก่งทุกคน ซึ่งคนของเขาก็มีห่วยๆบ้าง
แต่ประเด็นสำคัญที่ผมว่าเป็นตัวที่ทำให้ประเทศเขาพัฒนาไปได้เร็ว คือคำนึงถึงประโยชน์ของบริษัทหรือประเทศเขามาก่อนประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งเขาจะให้ความร่วมมือตามนโยบายเสมอแม้บางทีจะไม่เห็นด้วยก็ตาม

สิ่งที่ผมได้รับรู้ทำให้ผมอดคิดด่อไม่ได้ว่า อะไรที่ทำให้เรา(คนไทย) เป็นอย่างทุกวันนี้
เราอาจจะเคยได้ยินสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนสั่งว่า ตั้งใจเรียนเข้านะลูกจะได้เป็นเจ้าคนนายคน
เรียนให้เก่งๆจะได้มีชีวิตที่ดีๆ แต่ผมไม่เคยได้ยินคำสอนในแนวว่า ตั้งใจเรียนนะจะได้ช่วยกันพัฒนาประเทศ
หรือเรียนให้เก่งๆจะได้ไปช่วยเหลือคนที่ยากจนกว่า
เราขาดการสั่งสอนให้ทำอะไรเพื่อสังคมหรือเปล่า??
เราพอใจเพียงแค่จะให้ตัวเองมีความสุข มีเงินทอง มีชื่อเสียง เท่านั้นหรือ???
และเราขาดการมองอย่างองค์รวมที่ว่า ทุกคนมีส่วนที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อกันและกัน
เราๆ ท่านๆ ก็เห็นกันอยู่ว่าการทรุดโทรมของสังคมชนบทนั้นเกิดผลกระทบต่อประเทศเพียงใด
และเราก็เห็นแล้วว่าเมื่อประเทศเราเซ มีผลกระทบต่อประเทศอื่นอย่างไรในวิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง
แต่ไม่เห็นจะมีชนชั้นปกครองผู้ใดมีทีท่าตระหนักถึงต้นตอสาเหตุเลย
ผมว่าเราพอที่จะเริ่มเปลี่ยนทัศนะคติของเราได้ ที่จะให้ความสำคัญกับการมองและทำเพื่อส่วนรวมกันมากขึ้น
ลำพังไอ้นโยบายภาครัฐที่ออกมาเรียกร้องการเสียสละจากประชาชนไม่พอหรอกครับ ถ้าพื้นฐานของความคิดหรือทัศนคติหลักไม่ได้มีคำว่าเสียสละประกอบอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเพียงความเสียสละแบบชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง ตราบใดที่เรายังไม่ส่งเสริมปลูกฝังกันอย่างจริงๆจังๆ

ช่วงสึนามิต่างชาติออกมาชื่นชมความเสียสละของคนไทยที่ร่วมกันบริจาคเงิน สิ่งของ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย
แต่ผมก็ยังคงเห็นผู้บริจาคเหล่านั้น ยังคงแย่งกันขึ้นรถลงเรือ ขัดแข้งขัดขา อิจฉา แบ่งพรรคแบ่งพวกกันอยู่
แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดครับ ถามหน่อย...


ดวง
20070324 2:53

Monday, March 19, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน6

อุบล#1

รถเคลื่อนที่เข้ามาจอดที่ท่ารถจังหวัดอุบลเกือบ 6 โมงเช้า
อากาศหนาวกว่าที่คาดไว้พอสมควร
อาการเศร้าใจคืบคลานเข้ามา เพราะตัดสินใจไม่เอาเสื้อกันหนาวกับถุงนอนติดมาด้วย
ถ้าเอามาเป้จะเต็มเจียนล้น...
โบราณท่านว่าขากลับมักจะบรรทุกของมากกว่าขาไปเสมอ
จึงไม่เสี่ยงทุลักทุเลขากลับ แต่เข้าใจว่าอากาศหนาวอย่างนี้ คงจะต้องเสี่ยงกับหนาวตายแทน...

นัดกับดำไว้แล้วว่าจะรบกวนให้มารับที่ท่ารถ และจะขอนอนด้วยหนึ่งคืน
แต่... ยังไม่กล้าโทรไปตาม ไม่อยากปลุกให้ตื่นแต่เช้า
นั่งดูทีวีรอเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ได้ดูทีวีตอนเช้ามานานมากกก
ครั้งสุดท้ายที่ดูน่าจะเป็นตอนเรียนลาดกระบัง ไม่ได้ตื่นตั้งแต่เช้ามาดู แต่ยังไม่ได้นอน...
ใกล้เจ็ดโมงจึงโทรไป ดำตื่นแล้ว ค่อยยังชั่ว ไม่ได้เป็นคนโทรมาปลุก
คุยไปคุยมา ได้ความว่าดำเป็นคนตื่นเช้าเป็นปกติ และตื่นตั้งแต่หกโมงแล้ว...
ได้แง่คิดว่า อย่าได้คิดว่าคนอื่นจะเป็นคนตื่นสายเหมือนตน แม้จะจบจากลาดกระบังเหมือนกัน :-)

ไม่นานดำก็โทรมาบอกว่ามาถึงแล้ว
ออกไปตรงจุดนัดพบ เจอกันครั้งแรกมันชูมือเรียก แต่มองข้ามไปไม่ได้สนใจ นึกว่าคนขับรถสองแถว...
ที่มองไม่เห็นเพราะทรงผมมันครับ เด๋อจนจำไม่ได้
แต่ไม่ได้บอก... ดูเหมือนดำคงรู้ตัว เพราะสีหน้าผมอึ้งได้โดดเด่นขนาดนั้น
ดำบอกว่าช่วงที่กลับไปอยู่บ้าน แม่ให้ไปตัดผม เลยเข้าไปร้านตัดผมแถวนั้น
ออกมาก็ทรงนี้เลย...

ดำเป็นคนศรีษะเกษ หรือกาฬสินผมไม่แน่ใจ
ดำพึ่งออกจากบริษัทที่ผมทำอยู่มาทำงานการไฟฟ้าอุบลได้ไม่นาน ด้วยเหตุผลต้องการอยู่ใกล้บ้าน
เพื่อที่จะดูแลครอบครัวได้สะดวก และแม่อยากให้ทำงานที่การไฟฟ้า
แม้ผลตอบแทนด้านเงินทองของการไฟฟ้าจะสู้ไม่ได้ แต่ผมเชื่อว่าผลตอบแทนทางด้านจิตใจที่เกิดขึ้นที่แม่ของดำนั้นมากมาย...
ผมกับดำสนิทกันมาก ด้วยนิสัยที่ตรงๆ เฮฮาๆ เหมือนๆกัน
เราจึงเป็นเพื่อนที่ถูกคอกันด้วยเวลาไม่นาน...
เรามักจะคุยนุ่นคุยนี่และวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมด้วยกันเสมอ
ผมเชื่อว่าเพื่อนวิ่งหาง่ายครับ แต่เพื่อนวิ่งกลางฝนนี่หายาก
ช่วงแรกที่วิ่งด้วยกัน ผมวิ่งกับดำทีไร ฝนตกตอนวิ่งทุกที แต่เราก็วิ่งครับ
จำได้ว่าวิ่งกันอยู่สองคน คนอื่นหลบฝนกันหมด เค้าคงนึกว่าไอ้บ้าสองคนนี้คงวิ่งแก้บน...

ผมมาถึงห้องดำ เราดื่มกาแฟคุยถามสารทุก สุกดิบ และเรื่องสถานที่เที่ยวกันซักพัก
ได้ความว่า ไม่รู้เหมือนกันตัวเมืองอุบลมีอะไรให้เที่ยว... -_-;
ผมจะอยู่อุบลหนึ่งวัน และวันรุ่งขึ้นจะข้ามไปลาวแต่เช้า คงจะรบกวนไปส่งที่ท่ารถอีกครั้ง
อ่อ... วันที่ผมอยู่ที่อุบลเป็นวันอังคารครับ ดำต้องไปทำงาน ดังนั้นผมจะต้องลุยอุบลคนเดียว
ถือว่าเป็นการเผาหลอก ก่อนถึงวันเผาจริงในวันพรุ่งนี้...



สำหรับผม...
แม้ว่าตอนนี้ผมยังคงวิ่งที่สวนลุม และดำเปลี่ยนมาวิ่งที่สวนหนองบัว
แต่มิตรภาพเรายังคงไม่เลือนลาง แม้ว่าจะวิ่งอยู่คนละที่ก็ตาม...



ดวง
20070319 12:00

Tuesday, March 13, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน5

กรุงเทพ-อุบล

โดยส่วนตัวผมชอบที่จะเลือกการเดินทางเป็นเวลากลางคืนเสมอ เพราะผมมักทนไม่ได้ที่จะเห็นบรรยากาศตรงหน้าต่างเคลื่อนที่
มันพาลหลับทุกทีครับ...
ดังนั้นผมรู้ตัวเองว่าต้องหลับแน่นอน กลางคืนจึงเป็นเวลาที่หลับสบายที่สุด

ที่นั่งที่ผมนั่งเป็นที่นั่งริมหน้าต่างครับ เพราะผมรู้สึกว่าให้ความเป็นส่วนตัวกว่าที่นั่งริมทางเดิน ที่มักจะมีคนเดินไปเข้าห้องน้ำอยู่เสมอ
ซึ่งที่นั่งข้างๆผมนั้นเป็นลุงท่าทางใจดีคนหนึ่ง ผมจึงหวังว่าอาจจะได้ทักทายปราศัยกันบ้างถ้ามีโอกาส...

หลังจากรถเคลื่อนได้สักพักแล้วนั้น พนักงานต้อนรับก็กล่าวแนะนำตัวพร้อมกับพูดอะไรสักอย่าง
ผมฟังไม่รู้เรื่องครับ รู้แต่เพียงว่าการให้จังหวะในการพูดและน้ำเสียงนั้น เหมือนการสวดมนต์ดีแท้...
สวดมนต์เสร็จไม่นาน ก็จะเป็นการถวายภัตตาหารแก่ผู้โดยสาร ประกอบด้วย ข้าวกล่อง เครื่องดื่ม และ ขนม
ตอนแรกผมกะไว้ว่าจะเก็บทุกอย่างไว้ก่อนครับ เอาไว้หิวแล้วค่อยกิน แต่ว่า...
ผมพบว่ามันไม่มีที่จะเก็บข้าวกล่องได้ ถ้าไม่กินก็ต้องวางไว้บนตักเท่านั้น
ในขณะที่ผมเลือกที่จะกินข้าวอยู่นั้น หนังก็เริ่มฉายออกทางทีวี ดูเหมือนว่าจะเป็นหนังเกาหลีตามกระแสนิยม
ผมไม่ค่อยได้สนใจเท่าไรนัก เพราะที่นั่งของผมนั้นอยู่ค่อนข้างหลัง ทำให้ไม่ค่อยได้ยินเสียงจากทีวีเท่าไหร่
อีกอย่าง... กินข้าวเสร็จผมคงทนพิษบาดแผลจากวิวตรงหน้าต่างไม่ไหว คงจะม่อยหลับไปตามระเบียบ

กินทุกอย่างเรียบร้อย ผมก็เริ่มที่จะมองวิวข้างๆ พร้อมกับอาการต่อเนื่องของหนังตาที่เริ่มหย่อนลงมาปิดเรื่อยๆ
ทันใดนั้น... ผมก็ต้องตกใจกับเสียงดังที่เกิดขึ้น
มันเป็นเสียงกรนครับ... ซึ่งเจ้าของเสียงไม่ใช่ใครครับ ลุงข้างๆผมเอง
เสียงกรนลุงดังมากจนคนที่นั่งแถวหน้าๆ ต้องหันมาหาแหล่งกำเนิดเสียง
ไม่ต้องพูดถึงที่นั่งผม ซึ่งถ้าว่ากันตามหลักการจัดตำแหน่งเมือง ถือได้ว่าเป็นหัวเมืองหน้าด่านเลยทีเดียว

คงจะเป็นเพราะบุปเพสันนิวาสหรืออย่างไรมิอาจทราบได้ ทำให้ผมได้มาใกล้ชิดลุง
ฟังลุงโอพาปราศัยกับผมอย่างจริงใจและหนักแน่นเช่นนี้... T_T

ด้วยความดังของเสียงลุง ทำให้ผมเริ่มที่จะดิ้นรนหาจุดดึงจิตใจจากเสียงกรน
เพราะผมรู้สึกว่าบรรยากาศตรงหน้าต่างไม่สามารถหักล้างกับมิตรภาพที่ลุงยื่นให้ผมได้เสียแล้ว
ผมจึงไปอาศัยหนังเกาหลีที่กำลังฉายอยู่แทน ซึ่งเป็นอย่างเดียวที่หาได้ในขณะนั้น...
ด้วยความเข้าใจว่าคงจะมีเนื้อเรื่องแบบ full house หรือ my sassy girl อะไรประมาณนั้น ซึ่งคงจะเพลินพอสมควร
5 นาทีผ่านไป...
เอ๊ะ... ทำไมนางเอกมันถือมีด ทำตาดุๆ
อ๊ะ... มีผู้หญิงตายหนึ่งคน โดยการฆ่าของนางเอก อย่างโหดร้าย
โอ๊ะ...ตายอีกหนึ่งคนแล้ว!!! นี่มันหนังฆาตกรรมโรคจิตนี่หว่า...
แจ๊คพอตครับ คือในแบบหนังทุกประเภท หนังแนวฆาตกรรมโรคจิตนี่เป็นแนวที่ผมกลัวที่จะดูที่สุด ดูแล้วมันชวนอ้วกจริงๆ
หมดที่พึ่ง... T_T

ผมเริ่มเข้าสู่สภาวะจนตรอก เนื่องจากกลัวว่าถ้าผมจะต้องลืมตารับคำทักทายลุงทั้งคืน ผมคงไม่มีแรงเที่ยวในวันถัดไปแน่ๆ
ผมเริ่มที่จะใช้วิธีนับแกะ นับดาวไปเรื่อยเปื่อย
ไม่สำเร็จครับ...นับไปสักพักใหญ่ก็ยังไม่สามารถทนทานมิตรภาพที่ลุงมอบให้ได้
จึงต้องยอมจำนน นั่งเตรียมพร้อมหลับ รอลุงขยับเปลี่ยนท่านอน โดยหวังว่าเสียงจะขาดช่วงชั่วคราว
และอาศัยจังหว่ะนั้น เข้าเฝ้าเง็กเซียนให้ได้
ผมจำไม่ได้ครับว่ารอนานเท่าใด รู้เพียงแค่ว่าผมเข้าเฝ้าเง็กเซียนได้สำเร็จ

สุดท้าย...ผมก็ได้ทักทายลุงดังหวัง แต่ต่อหน้าเง็กเซียนเท่านั้นเอง :-)










ดวง
20070313 11:43

Sunday, March 11, 2007

เก็บตก

เขียนไออุ่นไม่เสร็จดี(จะเอามาลงในเร็ววัน)... ขอเอาเรื่องนี้คั่นก่อนครับ
ผมได้ไปอ่านเจอใน blog ๆหนึ่ง มีประเด็นน่าสนใจว่าถ้ามีโอกาศได้คุยกับคน 5 คนพร้อมกันจะเลือกใครบ้าง

1.ท่านพุทธทาส
2.ทาไล ลามะ
3.อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์
4.อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
5.ตัวผมเมื่ออายุ 50

สำหรับผมครับ... แล้วคุณหล่ะ???















ดวง
20070312 0:30

Sunday, March 4, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน4

บ้าน-หมอชิต

ผมเผื่อเวลาเดินทางจากบ้านไปท่ารถของนครชัยแอร์ที่อยู่ใกล้ๆหมอชิตประมาณ 2 ชั่วโมง
เพื่อความสบายใจครับ เพราะตอนซื้อตั๋วพนักงานย้ำกับผมนักหนาว่ารถออกตรงเวลา ไม่รอ
ในช่วงที่เดินทางไปท่ารถนั้น ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นมลพิษทางพื้นที่พอสมควร
เนื่องจากเป้ที่มีขนาดใหญ่ ผสมเจ้าของที่ขนาดใหญ่กว่าเป้พอสมควร
คลุกเคล้าด้วยความไม่ชำนาญในการสะพายเป้ใบใหญ่ขนาดนี้
ทำให้เวลาเดินทางตัวเป้มีโอกาศไปทำร้ายคนรอบข้างอยู่เสมอ แม้ว่าจะระวังอย่างยิ่งแล้วก็ตาม

ประมาณสักสองทุ่มครึ่งผมก็ถึงท่ารถ จำได้ว่ารถออกสามทุ่มครึ่ง
เหลือเวลาอีกชั่วโมงนึง...
หยิบโตเกียวไม่มีขาขึ้นมาอ่านอีกรอบรอเวลา
ในวันที่เดินทางนั้น มีรถออกไปอุบลทุกๆสิบห้านาที โดยจะมีพนักงานคอยเรียกผู้โดยสารในแต่ระรอบของเวลา
จึงทำให้ผมสามารถอ่านหนังสือได้เต็มที่ ไม่ต้องพะว้าพะวงว่าจะอ่านเพลินจนลืมดูรอบของตัวเองแล้วตกรถแต่อย่างใด
้เพราะเดี๋ยวเสียงเรียกขึ้นรถก็ลอยมาเข้าหูเราเอง
รอบสองทุ่มสี่สิบห้าครับ ขึ้นรถได้...
รอบสามทุ่มครับ ขึ้นรถได้...
รอบสามทุ่มสิบห้าครับ ขึ้นรถได้...
รอบสามทุ่มครึ่งครับ ขึ้นรถได้...
โอเค ได้เวลาลากรุงเทพแล้ว "อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรนะ" ผมอดคิดไม่ได้
ผมลุกไปต่อแถวเตรียมเอาสัมภาระถ่ายขึ้นรถ และเตรียมตั๋วเพื่อที่จะยื่นให้พนักงาน
... O_O;
........ O_O;
............. O_O;
.................. O_O;
....................... O_O;
............................ O_O;
.
ชิบหายยยยยยยยยยยยยยยย แล้ววววววววววววววววววว
ชิบหายยยยยยยยยยยยยยยย แล้ววววววววววววววววววว โว้ยยยยยยยยยยยยย
เป็นคำสบถที่เกิดขึ้นหลังจากได้มองดูที่ตั๋วแล้วอึ้งไปชั่วขณะ
ในตั๋วเขียนรอบสามทุ่มสิบห้า แต่ผมจำผิดเป็นรอบสามทุ่มครึ่ง
แน่นอนว่ารถรอบสามทุ่มสิบห้าออกไปแล้ว
"อนาคตข้างหน้าจะเป็นเช่นไร" ผมไม่คิดแล้ว...
สมองทั้งหมดถูกโอนมาประมวลผลประโยคใหม่แทน
"ปัจจุบันกูจะทำอย่างไร"
ผมรีบเดินไปคุยกับพนักงานรับกระเป๋าทันทีว่าจะทำอย่างไรดี
ได้ความรู้ว่าไม่รู้ ให้ไปลองคุยกับคนขับรถรอบนี้ดู
ผมเดินต่อไปถามพี่คนขับรถต่อว่าจะทำอย่างไรดีครับ
ได้คำตอบว่าไม่รู้เช่นกันให้ถามพนักงานต้อนรับบนรถแทน
ToT
เดินต่อ...ไปหาพนักงานต้อนรับ
ได้ความว่ารถจะไปจอดรับผู้โดยสารที่หมอชิดอีก ถ้าไปตอนนี้อาจจะทัน
ผมรีบออกมาจากท่ารถ แค่เพียงเดินออกมาด้านหน้าก็มีมอเตอร์ไซค์รับจ้างมารออยู่แล้ว
คงจะมีคนตกรถเป็นประจำ แต่ผมเชื่อมั่นว่าตกรถแบบผมคงหายาก
พี่มอเตอร์ไซค์พาซิ่งไปถึงชานชาลาทันเวลาพอดี ผมเป็นคนสุดท้ายที่ขึ้นรถ...
หลังจากที่ได้เก็บสัมภาระและนั่งเข้าที่นั่งตัวเองแล้วนั้น ความคิดก็วิ่งผ่านมา...
"แค่เริ่มก็เสียวแล้ว"










ดวง
20070305 01:16

Saturday, February 17, 2007

หลงควัน(รัก) วาเลนไทน์

ควันหลง วาเลนไทน์

" ภายใต้การปกครองของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง (Claudius II) นั้น กรุงโรมได้เกิดสงครามหลาย ครั้ง และคลอดิอุสเองก็ประสบกับปัญหาในการที่จะหาทหารจำนวนมากมายมหาศาลมาเข้าร่วมในศึกสงคราม และเขาเชื่อว่าเหตุผลสำคัญก็คือ ผู้ชายโรมันหลายคนไม่ต้องการจากครอบครัวและคนอันเป็นที่รักไป และด้วยเหตุผลนี้เอง ทำให้จักรพรรดิคลอดิอุสประกาศให้ยกเลิกงานแต่งงานและงานหมั้นทั้งหมดในกรุงโรม ถึงกระนั้นก็ตาม ยังมีนักบุญผู้ใจดีคนหนึ่งซึ่งชื่อว่า ท่านนักบุญวาเลนไทน์ ท่านเป็นพระที่กรุงโรมในสมัยของจักรพรรดิคลอดิอุสที่สอง ท่านนักบุญวาเลนไทน์ และนักบุญมาริอุส ได้จัดตั้งกลุ่มองค์กรเล็ก ๆ เพื่อช่วยเหลือชาวคริสเตียนที่ตกทุกข์ได้ยากเหล่านี้ และได้จัดให้มีการแต่งงานของคู่รักอย่างลับ ๆ ด้วย

และจากการกระทำเหล่านี้เอง ทำให้นักบุญวาเลนไทน์ถูกจับและถูกตัดสินประหารโดยการตัดศรีษะ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ประมาณปีคริสต์ศักราชที่ 270 ซึ่งถือเป็นวันที่ท่านได้ทนทุกข์ทรมานและเสียสละเพื่อเพื่อนมนุษย์ "

ประวัติต้นกำเนิดวันวาเลนไทน์หลักๆอยู่ 2 ทางซึ่งทางที่ผมคัดลอกเอาลงมานั้นเป็นประวัติที่จับต้องได้และเข้าถึงได้มากกว่า อ่านเล่นๆได้ที่นี่

ผมดีใจครับที่โลกเรามีวันที่เป็นวันสำหรับความรู้สึกอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกที่เรียกว่ารัก เพราะอะไรหน่ะหรือครับ ถ้าเราสังเกตดูจะพบว่าวันสำคัญส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นประเทศใหนจะเน้นไปที่การระลึกถึงบุคคล หรือเหตุการณ์เป็นหลัก ดังนั้นถ้าเราจะมีวันที่เป็นวันสำคัญอย่างความรักซึ่งเป็นความรู้สึกที่อยู่ในจิตใจมนุษย์ทั้งมวล แม้ว่าจะเน้นไปที่ความรักระหว่างเพศตรงข้ามหรือรวมถึงเพศเดียวกันในปัจจุบัน แต่มันทำให้ผมรู้สึกว่าโลกเราก็โรแมนติกและน่ารักดีเหมือนกัน ซึ่งถ้าว่ากันในประวัติแล้วนั้น วันวาเลนไทน์เองก็ไม่ได้เป็นวันแห่งความรู้สึกตั้งแต่ต้น เพราะอาจจะเป็นวันที่นักบุญวาเลนไทน์เสียชีวิตตามที่มีเรื่องเล่ามา และถ้าเรื่องเล่าเป็นจริง ผมเข้าใจว่าในช่วงหลังเหตุการณ์ไม่นานวันวาเลนไทน์น่าจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างการแสดงความรักต่อคนรอบข้าง
เข้ากับการระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ไปด้วยควบคู่กัน แต่การเดินทางทางวัฒนธรรมไปยังพื้นที่ต่างๆ ผ่านการก้าวเดินบนทางของกาลเวลา ทำให้เป็นการยากที่กลุ่มคนที่รับและซึมซับจากวัฒนธรรมที่เดินทางมาถึงนั้น หรือกลุ่มคนรุ่นถัดไป จะระลึกถึงนักบุญวาเลนไทน์ ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้และไม่มีความเกี่ยวข้องกับเขาแต่อย่างใด ในขณะที่ความรักซึ่งเดินทางมาพร้อมกัน สามารถที่จะต่อเชื่อมโยงกับใจมนุษย์ทุกคนได้ง่ายดาย จึงไม่แปลกที่ความรักจะสามารถอยู่รอดและเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง จนวันวาเลนไทน์เป็นแห่งความรักสากลสำหรับคนทั้งโลก

แต่ในอีกแง่หนึ่ง...
ในวันวาเลนไทน์...สำหรับคนโสดนั้น นับว่าเป็นวันที่ทรมานจิดใจเป็นอย่างยิ่ง
ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ทรมานจิตใจครับ
โดยพื้นเพผมเป็นคนที่รักสันโดษพอสมควร ดังนั้นกับการที่อยู่คนเดียว ไปใหนมาใหนคนเดียว
หรือแม้กระทั่งดูหนังคนเดียวในโรงหนังที่มักจะประกอบด้วยกลุ่มของคู่รักหรือกลุ่มของเพื่อนซะส่วนใหญ่
ก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตตัวเองเปล่าเปลี่ยว ห่อเหี่ยว เดียวดาย อะไรเท่าไหร่...
ดังนั้นในหนึ่งปีผมสามารถอยู่คนเดียวได้อย่างสบายประมาณ 360 วัน
เหลือ 5 วัน !!!!!
วันวาเลนไทน์เป็นหนึ่งในห้าวันอรหันต์นั้นแน่นอนครับ
เนื่องด้วยจะต้องเห็นคู่รักแสดงความรัก ในปริมาณและคุณภาพที่เยอะกว่าวันอื่นๆ ตลอดเวลา
และเมื่อหนีกลับมาอยู่ที่บ้านยังคงโดนจ้วงซ้ำจากข่าว หรือรายการทีวี ที่คอยนำเสนอทิ่มแทงอย่างไร้ความปราณี
เล่นเอาหัวใจเกิดอาการเหงาขึ้นมาอย่างเฉียบพลัน ซึ่งเป็นอาการของโรคเปลี่ยวใจครับ...
ในบางคนทนทรมานจากโรคเปลี่ยวใจไม่ไหว ก็จะเริ่มที่จะดั้งด้นไปหาหมอให้จ่ายยาที่ชื่อความรักให้
แม้ว่ายาจะมีผลข้างเคียงต่างๆนาๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น จะร้องไห้ในบางวัน มีอาการซึมเศร้าและความรู้สึกขุ่นมัวบางขณะ
หรือบางรายจะมีรอยฟกช้ำตามร่างกายเนื่องจากไปรับยา จากหลายๆที่โดยไม่แจ้งให้หมอเจ้าของไข้ได้รับทราบ
ซึ่งใน case ที่หนักจริงๆนั้นหมอจะเลิกจ่ายยาให้ ทำให้ต้องกลับมาเป็นโรคเปลี่ยวใจตามเดิม...

วันวาเลนไทน์ปีก่อนๆหน้านี้ ผมเป็นโรคเปลี่ยวใจมาตลอด แต่ยังดื้อไม่ยอมไปหาหมอ
แต่ในปีนี้ผมรู้สึกว่าโรคเปลี่ยวใจได้หายไปแล้วครับ ซ้ำยังรู้สึกอมยิ้มในใจขึ้นมาอีกด้วย
ไม่ใช่ว่าผมได้รับยาจากหมอแล้วหรอกครับ แต่เป็นแม่บ้านที่ทำให้ผมรู้สึกอย่างนี้ต่างหาก
ขอย้ำนะครับว่าหมอคือหมอ แม่บ้านคือแม่บ้าน :-)

เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ... ปกติผมจะวิ่งออกกำลังกายตอนเย็นหลังเลิกงานอยู่เสมอที่สวนลุม
วันที่วิ่งก็จะวิ่งทุกวันจันทร์กับวันพุธเป็นหลัก
พุธที่ 14 กุมภาผมก็ออกไปวิ่งตามปกติ ซึ่งตอนวิ่งนั้นผมเกิดอาการของโรคเปลี่ยวใจเป็นระยะๆ
จากภาพคู่รักในปริมาณที่เยอะกว่าวันใหนๆ กระจายคลุมพื้นที่สวนลุม
ผมพยายามเลี่ยงที่จะมองทิวทัศน์รอบตัวเหมือนอย่างเคย โดยเปลี่ยนเป็นมองพื้นแทน
หลังจากวิ่งเสร็จแล้ว และกำลังเดินกลับออฟฟิศตามปกติ
ในขณะเดินอยู่นั้นผมเจอผู้หญิงในชุดยูนิฟอร์มแม่บ้านคนหนึ่งกำลังเดินสวนมาทางผม
มือขวาเธอถือกุหลาบ มือซ้ายถือโทรศัพท์ พร้อมด้วยทีท่าที่เหมือนกำลังอ่าน message จากคนรักอยู่
ผมสะดุดที่รอยยิ้มของเธอครับ มันเป็นรอยยิ้มของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความรักห่อหุ้มใจอยู่
เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมเชื่อว่าเธอรักผู้ชายที่ส่ง message มาหาเธอมาก
ผมเผลอยิ้มตามเธอครับ ...
เธอทำให้ผมค้นพบว่าวันนี้เป็นวันที่สวยงามจริงๆ มองไปทางใหนก็จะเจอแต่คนที่มีความสุข มีความรัก
แล้วทำไมผมต้องเอาสิ่งที่เจอ มาทำให้หัวใจห่อเหี่ยวมาตั้งนาน
หลังจากนั้น ผมเดินทางกลับด้วยความรู้สึกต่างจากวันวันวาเลนไทน์ปีก่อนๆ
ผมไม่มองพื้นอีกต่อไป และก้าวเดินด้วยใจที่อมยิ้มอย่างมีความสุข พร้อมกับความคิดที่ว่า
"ผมหลงควันรักวันวาเลนไทน์เข้าแล้วสิ"






ดวง
20070217 11:23

Thursday, February 8, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 3

ก่อนเดินทาง #3

ตามที่ได้เกริ่นๆ ไว้ในตอนก่อนหน้าว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของผม
ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้ผมคิดเอง เออเองตั้งแต่ต้น ไม่ได้ปรึกษาผู้อื่นแต่อย่างใด
โดยเฉพาะครอบครัว... โดยปกตินั้นเวลาผมจะไปใหนผมจะบอกครอบครัวผมเสมอ
ว่าจะไปที่ใหน กับใคร ไปกี่วัน เดินทางอย่างไร พักแบบใหน ฯลฯ
เป็นการลดความกังวลของผู้คนในครอบครัวครับ...

แต่ครั้งนี้... เมื่อจำเป็นต้องแจ้งให้คนในครอบครัวทราบ
ผมเลือกที่จะเบี่ยงเบนประเด็น เปลี่ยนเรื่อง และตอบให้สั้น
เพื่อเป็นการจบการสนทนาในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด...
และไม่เป็นฝ่ายเล่าให้ฟังเหมือนทุกครั้ง แต่จะนิ่งรอคำถามอย่างเดียว

ปกติแล้ว ผมจะไม่โกหกใครไม่ว่าจะเรื่องอะไร หรือว่าคุยกับใคร(แต่ถ้าอำหนุกๆ นี่อีกเรื่อง อิอิ)
ผมถือว่าการไม่โกหกว่าเป็นการให้เกียรติ และแสดงความจริงใจกับผู้ที่สนทนา
และประเด็นสำคัญผมเป็นคนขี้ลืม...ดังนั้นถ้าผมโกหกอะไรไป แล้วเกิดจำไม่ได้ขึ้นมา
หึๆๆ หายนะมาเยือนแน่นอน...

แม้ว่าเบี่ยงเบนประเด็น เปลี่ยนเรื่อง และตอบให้สั้นนั้น จะช่วยได้
แต่ก็ไม่สามารถเอาตัวรอดจากบางคำถามได้
เช่น ไปกับใคร? ไปกันกี่คน? คำถามอย่างนี้ไม่ควรที่จะเบี่ยงเบน หรือเปลี่ยนเรื่อง
เพราะจะทำให้มีพิรุธ โชคร้ายโดนจับได้ขึ้นมาคงได้เที่ยวลาวทางหนังสือแทนแน่นอน...

เมื่อเจอคำถามอย่างนี้ ไม่มีทางอื่นต้องโกหกเอาตัวรอดไปเที่ยวให้ได้ก่อน
หนึ่งในบทสนทนา
แม่:: ไปกี่วันหล่ะ?
ผม:: ไม่เกินสัปดาห์แม่
แม่:: นอนที่ใหนหล่ะ
ผม:: รีสอรต์เหมือนเดิม (ยังไม่ได้จองอะไรเลยและเหมือนเดิมอะไร???)
แม่:: ไปกับใคร?
ผม:: อืม ก็กลุ่มเดิมหน่ะแม่ (กลุ่มใหน????)
ปกติช่วงปีใหม่ผมจะไปเที่ยวกับเพื่อนที่ลาดกระบังทุกปี << แม่คงเข้าใจว่ากลุ่มนี้
แม่:: ไปกี่คนหล่ะ
ผม:: หลายคนแม่ ยังสรุปไม่ได้ (นึกไม่ทัน!)

แม่มึนในความคลุมเครือของคำตอบผมอยู่ชั่วขณะ
และผมก็เริ่มเซในหมัดชุดของแม่เหมือนกัน เกรงว่าจะยืนครบยกไม่ไหว
จังหว่ะนี้หล่ะ...
เพื่อเป็นการป้องกันการโดนน๊อกเอาท์จากมารดา ผมก็เริ่มที่จะดึงวิชามวยมาใช้
โดยการเร่งซอยเท้าฟุตเวิร์ก สไลด์ตัวหลบฉากออกมา...
ด้วยศักดิ์ศรี...ไม่มีการยกธงขาว แต่กล่าวลาแม่ตอนหลบออกมาว่า
"ปวดขี้" แล้วหนีเข้าห้องน้ำไป





ดวง
20070208 11:10

 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.