Monday, May 7, 2007

เจ็ดวันต่าง...แต่มุมเดิม#3

วันจันทร์

ไม่บ่อยครั้งนักที่สมาชิกครอบครัวผมจะกินข้าวด้วยกันพร้อมเพรียง
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เรามักอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาบนโต๊ะอาหารเสมอ
กินไป...คุยไป แล้วแต่ว่าใครมีเรื่องน่าสนใจอะไรมาเล่าบนโต๊ะอาหาร

หลายๆครั้งที่กับข้าวเหมือนเดิม รสชาติที่คุ้นเคย
แต่ให้ความรู้สึกที่ดีกว่าเดิม เพราะเรากินกันไป หัวเราะกันไป
หลายๆครั้งที่กับข้าวเหมือนเดิม รสชาติที่คุ้นเคย
แต่เราอยากจะรีบกินให้เสร็จ เพราะเกิดสถาณการณ์ตึงเครียด...
สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นมากมายบนโต๊ะอาหารตลอดเวลา 20 กว่าปี
จะเรียกได้ว่าโต๊ะอาหารเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญที่สุดของครอบครัวผม ก็คงจะไม่ผิดนัก
จะเรียกได้ว่าผมเป็นผมถึงทุกวันนี้ เพราะมีโต๊ะอาหารเป็นสื่อกลางความอบอุ่นกับครอบครัวก็คงไม่ผิดเช่นกัน

แต่...ความสำคัญของโต๊ะอาหาร เริ่มซวนเซหลังจากผมต้องไปอยู่หอตอนเรียนมหาลัย ต่อเนื่องมาจนถึงผมมีงานทำ
จำนวนวันที่ผมเลิกงานกลับมาทันกินข้าวเย็นด้วยกันกับครอบครัวนั้น นิ้วมือข้างเดียวก็สามารถนับได้
แต่จำนวนวันที่ผมทานข้าวเย็นกลับเพื่อนฝูงนั้น คงเหลือบ่ากว่าแรงของผมเป็นแน่

ความสำคัญของโต๊ะอาหารทรุดหนักลงไปอีก เมื่อพี่สาวผมแต่งงานออกเรือนไป...
ซึ่งตอนนี้คงเหลือเพียงสุดสัปดาห์บางวันเท่านั้นที่เราจะอยู่กินกันพร้อมหน้าเหมือนวันวาน

จากแต่ก่อนที่ผมไม่เคยเห็นความสำคัญ ตอนนี้ผมกลับรู้สึกดีมากๆ ที่เวลากินเงยหน้าขึ้นมาก็เจอภาพที่คุ้นเคย
ทั้งยังรู้สึกโชคดี ที่ผมได้รู้ถึงความสำคัญใกล้ตัวในตอนที่มันยังไม่สายเกินไป...

ปกติผมเป็นคนชอบคิด ชอบหาเหตุผล ชอบคาดการณ์ไปยังอนาคต
แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ผมไม่อยากคิด ไม่อยากรู้ ไม่อยากมองไปยังอนาคตข้างหน้า
จะหาว่าผมขี้ขลาด หรือไม่กล้ายอมรับความจริงก็ยอม...

วันนี้เป็นวันสำคัญ ไม่ใช่วันหยุดชดเชยวันฉัตร
แต่เป็นวันที่แม่บอกว่าจะทำกับข้าวที่พวกเราอยากจะกิน เพราะพรุ่งนี้เป็นวันเกิดแม่
ทำไมฉลองวันเกิดแม่ แต่แม่ต้องมาทำกับข้าวให้เรากิน...
ลูกๆมองหน้ากันอย่างเข้าใจ ไม่มีใครถาม
เรารู้ว่าแม่มักไม่ชอบที่จะให้เราเสียสตางค์ ไปซื้อของมาให้กิน
บางครั้งเราไม่ยอม ซึ่งแม่ก็จะมีหลายๆเหตุผลขึ้นมาแย้ง
ที่ทุกๆเหตุผลมีจุดประสงค์เดียวคือ ไม่อยากให้ลูกลำบาก...

ดวง
20070507 21:25

Sunday, May 6, 2007

เจ็ดวันต่าง...แต่มุมเดิม#2

วันอาทิตย์

แวะไปงานบวชก้องเพื่อนสมัยมัธยม ตอนช่วงเช้า เพื่อนร่วมห้องติดธุระกันหลาย
สุดท้ายเหลืออยู่ 2 ผม กับ เกียรติ์...

นั่งคุยกับเกียรติ์ จนเหมือนไม่ได้มางานบวช
แต่เป็นรายการทอร์กโชว์ โดยสลับกันเป็นพิธีกร
คุยกันตั้งแต่ สารทุกสุขดิบ การงาน ชีวิตคู่ ความหวัง ความฝัน ลามไปถึงแผนการในอนาคต
มีพักเบรกโฆษณาเป็นจังหว่ะ สปอนเซอร์คือความเงียบ...

เกียรติ์เป็นคนใจเย็นมาก คุยด้วยแล้วให้ความรู้สึกเหมือนไม่ได้คุยกันในวัด
แต่เป็นทอร์กโชว์บนหาดทรายริมทะเล ที่ไม่มีเก้าอี้สำหรับพิธีกร แต่เป็นเปลผ้าใบ

แม้ว่าเราจะคุยกันหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้เป็นความสงบในบทสนทนา
การได้คุยกันในช่วงวัยปัจจุบัน
ทำให้ผมได้มองย้อนกลับไปยังครั้งก่อนที่เรายังเป็นเด็กเสื้อขาว กางเกงดำขาสั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ
ความมีสีสัน ความคึกคะนองในบทสนทนาตอนนั้น สะท้อนตัวเราอะไรในเวลานี้...

ครั้งเมื่อชีวิตถึงทางแยกที่ต้องเลือกเดิน...
เราต่างเลือกเดินไปในทางแยกที่คิดว่าจะเป็นจุดหมายของอนาคตต่างๆกัน
เราต่างเจอสิ่งรอบข้างรายทางให้เราได้พบปะสะสมไว้เป็นประสบการณ์
และเปลี่ยนเราให้เป็นเราในวันนี้...
แต่ทางที่เลือกเดินของแต่ละคน ที่ไม่ว่าจะเจออีกสักกี่ทางแยก
มันต้องมีบ้าง ที่ทางแยกนั้นจะเป็นจุดตัดของทางเดินของคนสองคนให้พบเจอกันอีก
ให้เราได้ถามไถ่ ถึงเส้นทางของกันและกัน
และเมื่อถึงเวลา...เราก็ต้องเดินไปตามเส้นทางที่เราเลือกต่อไป...


ดวง
20070507 12:12

Saturday, May 5, 2007

เจ็ดวันต่าง...แต่มุมเดิม #1

หลายคนบอก เมื่อไหร่ไออุ่นจะออก...
เป็นคนชอบขัดใจ ยังไม่ออกครับตอนนี้
มีของใหม่ โปรโมชั่นใหม่
"เจ็ดวันต่าง...แต่มุมเดิม"
คิดนานแล้ว แต่นึกชื่อออกเมื่อตะกี๊
อยากเล่น อยากลอง
จากวันเสาร์ ถึงวันศุกร์ เจ็ดวัน หนึ่งสัปดาห์
เขียนทุกวัน ได้หรือไม่...ไม่รู้
รู้อย่างเดียว อยากลอง อยากเล่น

วันเสาร์

แวะไปตากลมเย็นที่หอสมุดแห่งชาติ อ่านหนังสือเรื่อยเปื่อยเหมือนทุกครั้ง
ธรรมดาชีวิต อ่านตั้งนาน ฝนไม่ตก มาตกตอนกลับ
เปียก... ไม่ได้พกร่มมา ประมาทอากาศเมืองไทย
ตอนออกจากบ้านอากาศแจ่มใสมาก แม่ยังพูดสงสัยพายุออกไปแล้ว
แต่เปียกขนาดนี้ สงสัยพายุจะรีเทิร์นได้...

หาที่หลบฝนได้ที่ร้านนายอินทร์ เดินเข้าไปดูหนังสือ ตั้งใจว่าจะไม่ซื้อ
ของเก่างานหนังสือ ยังไม่ได้อ่านอีกเยอะ
ฝนหยุด... ออกมา ตกใจ! ที่มือมีหนังสือหนึ่งเล่ม
พร้อมกับตังค์หายจากกระเป๋าไปร้อยกว่าๆ...
เสร็จร้านหนังสืออีกแล่ว...

ดวง

หอสมุดแห่งชาติ

หอสมุดแห่งชาติ

ผมเป็นคนแพ้อากาศร้อนครับ ไม่ใช่ลักษณะการแพ้แบบที่มีอาการผดผื่น หรืออาการคันแต่อย่างใด
แต่เป็นอาการที่ไม่สามารถตั้งสมาธิในอยู่กับสิ่งที่ทำ ณ ขณะนั้นได้เลย ดั่งคนมีสมาธิสั้น ทำสิ่งๆหนึ่งได้พักนึง แล้วก็ต้องเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น และมีอาการเดินไปเดินมาเพื่อที่จะหาสิ่งใหม่ทำเสมอหลังจากที่จับสิ่งที่ทำก่อนหน้าได้ไม่นาน
สุดท้ายแล้ว ก็มางีบหลับโดยมีพัดลมเป่าตัวอยู่ข้างๆ (-_- ) zZZ

บ้านผมมีนโยบายอยู่ว่า ห้ามเปิดแอร์ตอนกลางวันครับ เพื่อเป็นการประหยัดไฟ ประหยัดค่าใช้จ่ายภายในบ้าน ดังนั้นช่วงหน้าร้อนอย่างนี้ ผมจึงมีอาการสมาธิสั้นทุกเสาร์ อาทิตย์ ที่ไม่ได้ไปทำงาน
ทนไม่ไหวครับ เมื่อเกิดอาการอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าใจไม่สงบเอามากๆ จิตใจมันวุ่นวายอยู่ตลอด และด้วยความที่ผมไม่ใช่คนที่สามารถควบคุมสมาธิตัวเองได้เก่งถึงขนาดที่ไม่ยั่นกับทุกสภาวะอากาศ แม้ว่าจะปรารถนาจะทำได้ก็ตาม ดังนั้นเมื่อถึงเสาร์ อาทิตย์ ถ้าไม่จำเป็นต้องอยู่บ้านจริงๆ ผมมักจะหาสถานที่ๆอากาศเย็นๆ สงบๆ ไปสิงสถิตย์อยู่เสมอ และที่ๆนิยมฮอตฮิตของผมอยู่ตอนนี้ก็คือ หอสมุดแห่งชาติครับ


ผมเชื่อว่าหลายๆคนคงได้มีประสบการณ์ไปเยี่ยมไปเยือนหอสมุดแห่งชาติมาบ้างไม่มากก็น้อย ผมก็เช่นกันครับ
เมื่อตอนผมเรียนประถมอยู่นั้น ผมได้มีโอกาศไปใช้บริการหอสมุดแห่งชาติอยู่บ้าง เพื่อหาข้อมูลทำรายงานส่งครู แม้ว่าตอนเด็กของผมนั้นจัดได้ว่าเป็นเด็กที่ขี้เกียจเอามากๆ ไม่เคยอ่านหนังสือเลย ไม่ว่าที่บ้านจะหาวิธีให้อ่านหนังสืออย่างไรก็ไม่ยอม จำได้ว่าแม่เป็นห่วงมาก กลัวว่าโตขึ้นจะไม่เป็นโล้เป็นพาย เพราะวันๆมันเอาแต่นอนเลี้อยอยู่หน้าจอทีวี ถ้าไม่อยู่หน้าจอทีวีก็แอบไปเล่นเกมส์ ตีปิงปอง แทงสนุกเกอร์ไปเรื่อยเปื่อย ด้วยความโชคดีที่เป็นคนหัวดีพอควร กอรปกับตอนเรียนจะตั้งใจฟังครูสอนในห้องอยู่เสมอ แต่เป็นการตั้งใจฟังในสภาวะบังคับนะครับ เพราะเนื่องจากตอนเด็กนั้นผมตัวค่อนข้างเล็ก ถ้าจัดอันดับแล้วถือว่าเล็กเป็นอันดับสองของห้องเลยทีเดียว ครูจึงมักให้ที่ประจำเป็นโต๊ะแถวหน้าๆอยู่เป็นประจำ จึงทำให้ต้องตั้งใจฟังครูอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เลยยังผลให้เกรดที่ออกมานั้นน่าเกลียดแบบพอให้อภัยได้...
ยังจำได้อีกว่าตอนเรียนประถมนั้นผมชอบช่วงเวลาสอบมากที่สุด เพราะไม่ต้องเรียน ซ้ำยังสบายอีก เข้าห้องไปก็แค่กาข้อสอบ เลิกก็เร็ว ไม่เคยคิดว่าอีกไม่กี่ปีถัดมาช่วงสอบจะกลายเป็นงานประเพณีเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวไปได้ ต้องอ่านหนังสือดั่งคนมีองค์ลง และต้องแสดงอิทธฤิทธิ์ด้วยการเดินฝ่าทะเลเพลิง ถ้าองค์ประทับไม่แน่นแล้วมีสิทธิ์โดนไฟคลอกแน่นอน...
"จากเด็กที่ไม่ยอมอ่านหนังสือ กลายเป็นหนอนหนังสือตัวเล็กๆไปได้ ถ้ามีจังหว่ะดีๆจะเล่าให้ฟังครับ"

ผมมีโอกาสได้ไปหอสมุดอีกทีตอนช่วงหน้าฝนปีที่แล้วครับเพราะต้องหาที่อ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ ซึ่งหลังจากสอบเสร็จก็ไม่ได้ไปอีก จวบจนมาถึงหน้าร้อนปีนี้ ด้วยอาการแพ้อากาศร้อนของผมทำให้นึกถึงหอสมุดแห่งชาติขึ้นมาอีกครั้ง

หอสมุดแห่งชาติช่วงนี้เป็นที่ถูกใจผมยิ่งนัก เนื่องจากยังเป็นช่วงปิดเทอมของโรงเรียนอยู่ทำให้ไม่มีนักเรียนมาค้นคว้าข้อมูล กอรปกับมีการปรับปรุงพื้นที่ก่อสร้างข้างล่าง ซึ่งคนผ่านไปผ่านมาจะมองเหมือนหอสมุดปิดปรับปรุง ทำให้คนมาใช้บริการนั้นน้อยลงไปอีก
สงบครับ สงบถูกใจผมมากๆ แอร์ก็เย็น เงียบก็เงียบ จึงทำให้ผมเริ่มเปลี่ยนจากสัมภเวสีกลายมาเป็นเจ้าที่ทันที อยู่ทนอยู่นาน อ่านหนังสือเล่มนุ้น เล่มนี้ไปเรื่อย ข้อเสียอย่างเดียวของหอสมุดแห่งชาติคือห้ามเอาหนังสือเข้าครับ แต่ด้วยความที่มีหนังสืออยู่เยอะทำให้พอจะอะลุ่มอะล่วยกันได้

พูดถึงเรื่องการอ่านหนังสือ ผมเคยได้รับทราบข้อมูลข่าวสารงานวิจัยการอ่านหนังสือของคนไทยมาบ้างว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยอ่านหนังสือเพียงวันละ 6-7 บรรทัดเท่านั้น มันเลยเป็นประเด็นน่าสนใจในการวิเคราะห์ว่าอัตราการอ่านหนังสือนั้นน่าจะสัมพันธ์กับอะไรบ้าง

จากประสบการณ์และข้อมูลที่ได้อ่านๆมา ผมมีความคิดว่าคนจะอ่านหนังสือหรือศึกษาเพิ่มเติมได้นั้นต้องมีความสนใจไคร่รู้เป็นเหตุตั้งต้น ถ้าไม่มีความกระหายอยากรู้อยากเห็นแล้ว ความรู้สึกอยากอ่านคงไม่เกิดขึ้น ตัวอย่างความสัมพันธ์ที่มองเห็นได้ง่ายๆนั้นเช่น นิตยสารที่วางขายตามท้องตลาด ถ้าเราสังเกตดีๆแล้วเราจะพบว่านิตยสารทุกเล่มจะต้องมีข้อความบอกตรงหน้าปกว่าในเล่มจะมีเรื่องอะไรบ้าง เพื่อเป็นการกระตุ้นให้คนสนใจ โดยคนซื้อนั้นก็ต้องอ่านตรงหน้าปกว่าเรื่องที่เขานำเสนอนั้นน่าสนใจน่าที่จะอยากรู้หรือไม่ ถ้าน่าสนใจถึงจะซื้อ ถึงตอนนี้อาจจะมีคนแย้งว่าบางคนซื้อนิตยสารโดยไม่ได้อ่านหัวข้อเรื่องตรงหน้าปกด้วยซ้ำไป คนที่ซื้อนิตยสารโดยไม่อ่านนั้นจะมีสองพวกครับ

ก.) กลุ่มคนที่เป็นแฟนประจำของนิตยสารนั้น กลุ่มนี้เขามีความไว้ใจเป็นทุนเดิม เขาเชื่อว่าเรื่องที่จะนำเสนอในนิตยสารนั้นเป็นในแนวที่เขาสนใจ ซึ่งจะเป็นเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เขาก็สนใจอยากอ่านอยู่แล้ว ดังนั้นข้อนี้จึงเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการจัดกลุ่มประเภทของนิตยสารขึ้น เช่นว่านิตยสารนี้เป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์ นิตยสารนั้นเป็นกลุ่มสังคม เศรษฐกิจเป็นต้น อีกประการคือทำให้เกิดรูปแบบการเป็นสมาชิกขึ้น เพื่อมาสนองความต้องการของกลุ่มคนที่เป็นแฟนประจำนั่นเอง
ข.) กลุ่มคนที่ซื้อนิตยสารโดยไม่อ่าน...แต่เน้นดูอย่างเดียว คงพอเดาได้นะครับว่าน่าจะเป็นนิตยสารแนวใหน กลุ่มนี้เวลาซื้อก็ต้องมีความสนใจมาเป็นตัวตั้งต้นเช่นกัน คือหลังจากดูแล้วเกิดความสนใจขึ้นมาว่าข้างในจะมีอะไรเร้าใจกว่าหน้าปกหรือเปล่า?

ที่นี้มาคิดต่อว่าแล้วที่คนไทยอ่านหนังสือน้อยแสดงว่าความอยากรู้มีน้อยหรือไม่...
เป็นไปได้ครับ โดยปกติแล้ววัฒนธรรมไทยจะเน้นให้มีความเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่สอนอะไรต้องเชื่อฟัง เด็กคนใหนไม่ฟังก็จะมีการดุด่าว่ากล่าวว่าดื้อ การศึกษาไทยก็เช่นเดียวกันครับ ครูพูดอะไรต้องเชื่อฟัง อย่าเถียง ดังนั้นสภาพทางสังคม วัฒนธรรมหรือระบบการศึกษาแบบนี้ไม่เอื้อให้เกิดจินตนาการ การคิดเพิ่มเติมสักเท่าไร เมื่อจินตนาการ และความคิดถูกปิดกั้น ความสนใจ ความอยากรู้ก็ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย อีกปัจจัยนึงที่มีผลต่อการอ่านหนังสือคือเมื่อเรามีความสนใจเรื่องใดแล้วนั้น จะหาเอกสารหรือหนังสือมาสนองตัญหาก็ยาก เพราะเมืองไทยไม่ค่อยมีแหล่งหนังสือสาธารณะครับ ทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นไปได้อย่างยากยิ่ง เมื่อไม่มีที่ให้เข้าถึงความสนใจที่เคยมีก็ฝ่อตัวลง แต่สมัยนี้ยังดีที่เรายังมีอินเตอร์เนตให้ใช้ค้นคว้าหาความรู้กัน แต่อย่างว่าครับ อินเตอร์เนตเป็นดาบสองคม ทำให้คนเป็นปราชญ์ก็ได้ ทำให้คนเป็นโจรก็ได้...

ฟ้ามืดครึ้ม นกน้อยกำลังบินกลับรัง ลมพัดเบาๆแต่เย็นสบายเข้ามาสัมผัสกาย ผมเดินออกจากหอสมุดแห่งชาติ พร้อมประเด็นความคิดอีกหลายหลากจากหนังสือที่ได้อ่านให้ไปขบคิดต่อ ขึ้นรถเมล์กลับบ้าน และคิดบนรถเมล์ต่อไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกที ก็ต้องมีประเด็นคิดเพิ่มอีก... "ที่นี่ที่ใหนวะ??"


ดวง
20070505 15:14

Tuesday, April 24, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 7

อุบล #2

ก่อนเดินทางครั้งนี้นั้นนอกจากข้อมูลที่หาทางอินเตอร์เนตแล้ว
หนังสือท่องเที่ยวอุบลและลาวเป็นสิ่งที่ผมพยายามหาเล่มที่ให้ข้อมูลดีๆมาพกติดตัวไว้เพื่อความอุ่นใจ
ผมได้หนังสือเที่ยวอุบลเป็นของสำนักพิมพ์สารคดี ส่วนของลาวนั้นหาที่ถูกใจสบายกระเป๋าไม่ได้จริงๆ
เที่ยวลาวของ lonely planet ข้อมูลแน่นถูกใจมาก แต่ราคาเกือบพัน...
คิดแล้วคิดอีกสุดท้ายก็ไม่เอา ได้เพียงยืนอ่านและจำๆข้อมูลที่สำคัญไว้
ผมมาทราบเอาทีหลังครับว่าเราสามารถที่จะหาหนังสือ lonely planet มือสองราคาถูกได้ที่ตรอกข้าวสาร
เป็นของฝรั่งที่เที่ยวเสร็จแล้วมาขายไว้ครับ

จากที่เปิดๆดูในหนังสือ...
ผมวางแผนเที่ยวอุบลไว้คร่าวๆว่าจะแวะไปกินอาหารเช้าแปลกๆที่ตลาดใหญ่ เป็นตลาดหลักของตัวเมืองอุบลครับ
หลังจากนั้นจะไปขลุกตัวอยู่ที่พิพิทธภัณฑ์ประจำจังหวัด ตามด้วยวัดสำคัญๆรอบๆพิพิทธภัณฑ์อีก 3-4 วัดซึ่งคงจะหมดวันพอดี
การเดินทางในตัวเมืองอุบลจะมีรถสองแถววิ่งกันหลายสายคลุมพื้นที่หลักๆของตัวเมืองหมด
เพียงแค่รู้ว่าจะต้องขึ้นสายอะไรเท่านั้นก็สามารถเที่ยวอุบลได้อย่างสบาย
จากข้อมูลในหนังสือ ตลาดใหญ่จะมีสาย 12 ผ่าน
แต่... "ต้องขึ้นที่ใหนวะ" เป็นคำถามของผมที่หนังสือไม่มีคำตอบไว้ให้
เรื่องอย่างนี้ต้องคนท้องถิ่นเท่านั้น ผมจึงหันไปถามดำว่าผมจะต้องไปรอรถที่ใหน จึงจะพานพบรถสายนี้ได้
ได้คำตอบว่าไม่รู้ เนื่องจากปกติขับรถตัวเองไปทำงาน... -_-'
แต่ดำบอกว่าไม่ต้องห่วงเพื่อนน่าจะรู้เดี๋ยวถามให้ เนื่องจากเดี๋ยวเค้าจะนั่งรถไปทำงานพร้อมกัน
ดังนั้นดำจะไปปล่อยผมตรงจุดที่รถสองแถวผ่าน แล้วไปทำงานต่อ...

ตรงจุดที่ผมรอรถนั้นเป็นมหาลัยราชภัฏครับ อาคารตัวหอประชุมสวยดี


บรรยากาศโดยรอบของมหาลัยราชภัฏนั้น ร่มรื่นน่าเรียนเอาการ
นี่เป็นสิ่งที่ผมสัมผัสได้อยู่เสมอเวลาได้ไปเยือนสถานศึกษาตามต่างจังหวัด
ผมมักจะหวังอยู่เสมอว่าอยากให้มหาลัยเมืองกรุงคำนึงถึงพื้นที่สีเขียวให้มากกว่าที่เป็นอยู่
นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมหรือบรรยากาศนั้น มักจะมาตามหลังนโยบายลดพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างที่ทันสมัย
เอาไว้โชว์ให้คนภายนอกชื่นชมอยู่เสมอ แต่เมื่อได้เข้าไปสัมผัสมันจริงๆ
ความทันสมัยเหล่านั้นหาได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่ากับเงินทองที่ลงทุน พื้นที่สีเขียวที่ลดลงไม่
เสียดายครับ เสียดายจริงๆ ผมว่าพื้นที่สีเขียวนั้นเวลาเข้าไปอยู่มันทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เย็นใจได้
แถมยังมีผลทางอ้อมในการลดเสียงรบกวนจากรถยนต์ที่วิ่งรอบๆ สถานศึกษาได้อีก
มันจะช่วยให้นักศึกษามีสมาธิในการเรียนมากกว่าที่จะต้องเดินฝ่าแดด ฝุ่นควัน เสียงเครื่องยนต์
พอถึงห้องเรียน จิตใจสมาธิก็จะไม่ค่อยอยู่กับตัวเอา...

ผมเดินเก็บภาพสักพักก็มานั่งรอที่ป้ายรถ รอไม่นานรถก็มา
ด้วยความที่ผมเป็นคนมีพรสวรรค์ทางด้านหลงทางอย่างไม่ยอมให้ใครเหนือกว่า ทำให้ผมรู้ตัวว่าถ้าพลาดเหนื่อยแน่
ซึ่งก่อนหน้านี้ทุกครั้งเวลาเที่ยวจะอาศัยเพื่อนนำทางให้เสมอ
ครั้นพอมาเที่ยวคนเดียวทำให้ต้องตั้งสติและดูแผนที่อย่างตั้งใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ถ้ารถเลี้ยวซ้ายผมก็ต้องไล่เส้นทางในแผนที่ไปทางด้านซ้าย ถ้าเลี้ยวขวาผมก็ไล่แผนที่ไปทางด้านขวา
เป็นวิธีเอาตัวรอด ที่คิดว่าสบายๆ ไม่น่ายากๆ
ซ้ายๆ ขวาๆๆ ซ้าย ขวา ซ้ายๆ ขับตรงผ่านแยก ฯลฯ
เป็นเส้นทางที่รถวิ่งครับ มันเลี้ยวเร็ว เลี้ยวบ่อยเหลือเกิน รู้ตัวอีกทีไม่รู้อยู่ใหนแล้ว T_T
"เอาอีกแล้วไงกู" เป็นความคิดที่บ่งบอกว่าพรสวรรค์ผมเปล่งประกายอย่างห้ามไม่อยู่จริงๆ
อ๊ะๆ แต่สุดท้ายผมก็มาถึงตลาดใหญ่ อย่างไม่ต้องถามใครแถมยังลงถูกจุดอีก
แฮ่ม.. รถมันสุดสายที่ตลาดพอดีครับ

หลังจากลงรถผมเดินตรงไปด้านข้างของตลาด ตามคำบอกเล่าของหนังสือทันทีเพื่อที่จะไปลองลิ้มอาหารญวณ
เดินด้านข้าง.........ไม่เจอ สงสัยอยู่ด้านหน้า
เดินด้านหน้า......... ก็ยังไม่เจอ สงสัยอยู่ด้านหลัง
เดินด้านหลัง..........เอ๊ะไม่เจออีก สงสัยร้านปิด ผมตีความในแง่ดี
ท้องเริ่มร้อง สุดท้ายผมก็ได้อาหารแปลก ต้มเลือดหมู กับข้าวสวยครับ
อาศัยว่าเป็นอาหารแปลก(ที่)



ดวง
20070424 11:08

Sunday, April 1, 2007

รายชื่อหนังสือจากงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ๒๕๕o

เอารายชื่อหนังสือที่ซื้อมาลงไว้ครับ เผื่อสนใจอยากอ่านเล่มใหนจะได้ยืมถูกและไม่ซื้อซ้ำ ;-)

30 มีนา
1.) The Notebook(ปาฏิหารย์บันทึกรัก),Nicholas Sparks,จีรนันท์ พิตรปรีชา แปล,สำนักพิมพ์มติชน
2.) The Bookseller of Kabul(ถนนหนังสือสายคาบูล),Asne Seierstad,จีรนันท์ พิตรปรีชา แปล,สำนักพิมพ์มติชน
3.) ศาสตร์แห่งความหดหู่และสิ้นหวัง,วรากรณ์ สามโกเศศ,สำนักพิมพ์มติชน
4.) สนุกกับของไม่ฟรี,วรากรณ์ สามโกเศศ,สำนักพิมพ์มติชน
5.) The man who knew infinity(รามานุจัน อัจฉริยะไม่รู้จบ),Robert Kanigel,นรา สุภัคโรจน์ แปล,สำนักพิมพ์มติชน

3 เมษา
6.) ประชาธิปไตยไม่ใช่ของเรา,ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.) การเมืองของไพร่,พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.) พระราชอำนาจ องคมนตรี และผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ,ปิยบุตร แสงกนกกุล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
9.) October 6,สำนักพิมพ์โอเพ่น
10.) รัฐประหาร 19 กันยา รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข,สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
11.) พรมแดนทดลอง,มุกหอม วงศ์เทศ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
12.) Mailbox,โตมร สุขปรีชา,สำนักพิมพ์โอเพ่น
13.) ทัศนะว่าด้วยการศึกษา,ป๋วย อึ๊งภากรณ์,สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
14.) ทัศนะว่าด้วยการเมืองและจริยธรรม,ป๋วย อึ๊งภากรณ์,สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
15.) กุญแจเซ็น,ติช นัท ฮันห์,พจนา จันทรสันติ แปล,สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง
16.) ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า กับชะตากรรมของสังคมมนุษย์,จาเร็ด ไดมอนด์,อรวรรณ คูหเจริญ แปล,สำนักพิมพ์คบไฟ
17.) The Death of VISHNU(ความตายของวิษณุ),Manil Suri,นรา สุภัคโรจน์ แปล,สำนักพิมพ์มติชน

5 เมษา
18.) ความคิด ความรู้ และอำนาจการเมืองไทยในการปฏิรูปสยาม 2475,นครินทร์ เมฆไตรรัตน์,สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
19.) หลายชีวิต จิตรภูมิศักดิ์,วิชัย นภารัศมี,สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน
20.) แสงใต้ในมรสุมt,วีรศักดิ์ จันทร์ส่องแสง,สำนักพิมพ์สารคดี
21.) เดินสู่อิสรภาพ,ประมวล เพ็งจันทร์,สำนักพิมพ์สุขภาพใจ
22.) อานาปานสติ,พุทธทาสภิกขุ,สำนักพิมพ์สุขภาพใจ

หมดแล้วครับ... ทั้งหนังสือที่ซื้อ ทั้งเงินที่มี...
คงจะพักซื้อหนังสือไปได้พักใหญ่
แต่คงจะยืมหนังสือจากห้องสมุดต่อ...
เอาไว้ปลายปีค่อยว่ากันใหม่ :-)

ดวง

ตอบความคิดเห็นของพี่ IKKE ในเรื่อง ความสับสนของสังคมไทยตอน 1

ตอบความคิดเห็นของพี่ IKKE ในเรื่อง ความสับสนของสังคมไทยตอน 1

ตอนแรกว่าจะตอบใน comment แต่เขียนแล้วมันยาว เลยเอามาลงเลยดีกว่า จะอ่านง่ายกว่า
พี่ IKKE ครับขอบคุณสำหรับความคิดเห็นดีๆ นะครับ :-)

ผมขอขยายความความคิดผมเพิ่ม (แก้ไขเพิ่มเติม 20070403)
ผมเชื่อว่าสภาพแวดล้อมต่างๆกันทำให้เกิดความเสียสละต่างกัน... ซึ่งสิ่งที่จำเป็นขั้นพื้นฐานของความเสียสละหรือการร่วมมือโดยส่วนรวมนั้น ต้องมีอย่างน้อย 2 อย่างคือ ปัจจัยพื้นฐานและความเป็นอิศระเสรีต่อการดำรงชีวิต กับสิทธิ์การรับทราบข้อมูลอย่างเท่าเทียม
ที่บอกว่าอย่างน้อยเพราะผมนึกออกเพียงสองข้อ แต่เข้าใจว่าน่าจะต้องมีอย่างอื่นที่มองไม่เห็นประกอบเพิ่มอีก...

ก.) ความจำเป็นที่จะต้องมีปัจจัยพื้นฐานและเสรีในการดำรงชีวิตนั้นเป็นพื้นฐานต่อการดำรงตน จะรวมตั้งแต่ปัจจัยสี่ต่อการดำรงชีวิตถึงสิทธิของความเป็นมนุษย์ เช่นการมีสิทธิที่จะสามารถเลือกทำงานตามความต้องการของตนได้ สิทธิที่จะออกจากที่ทำงานได้ถ้าไม่ต้องการ สิทธิในการออกความคิดเห็น เป็นต้น ซึ่งถ้าสิ่งข้างต้นลดลงไปแล้วนั้น จะทำให้เกิดการปกป้อง เห็นแก่ตัวตนและชีวิตของตนเองสูงขึ้น โดยที่การเสียสละต่อส่วนรวมจะลดลงอย่างสัมพันธ์กัน แต่ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอัตราเท่ากัน ในกรณีนี้ชีวิตทาสก็เช่นกัน ด้วยสถาณการณ์ที่จะต้องทำงานตามคำสั่ง ขาดซึ่งอิศระเสรีภาพต่อการดำรงตน ขาดความมั่นใจในชีวิตตนว่าจะมีชีวิตรอดหรือไม่ ทำให้จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงการมีชีวิตอยู่ของตนก่อน ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าทาสร้อยคนจะเป็นดังที่คาดทุกคน จะมีเป็นกรณีพิเศษบ้างในกลุ่มที่เชื่อในบางสิ่งเหนือชีวิตตน เช่น เทพเจ้า ลัทธิ อุดมการณ์ หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก

ข.) สิทธิเสรีในการเข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม การเสียสละจะเกิดขึ้นได้นั้นจำเป็นที่จะต้องมีเสรีในการที่จะทราบถึงเหตุที่จะต้องทำการเสียสละก่อน เช่น ขัดสน อดอยาก ขาดแคลน ในกรณีของซาดองโยที่ได้รับทราบข้อมูล ความรู้ มาก่อนหน้านี้ทำให้คาดการณ์ได้ว่าเขื่อนอาจจะพังทลายลงมาได้ ถ้าสร้างไม่ถูกวิธีนั้น ทำให้เขาเลือกที่จะเตือนไปยังองค์หญิง ซึ่งต่างกับทาสคนอื่นที่ไม่ทราบถึงข้อมูลตรงนี้ แต่ในกรณีของการแจ้งข้อมูลไปยังทาสคนอื่น เพื่อก่อให้เกิดความเสียสละ แต่ไม่สามารถกระตุ้นให้เกิดได้ เพราะในสถาณการณ์ของการเป็นทาสที่ขาดสิทธิการดำรงตนไปแล้วนั้น จะไม่เอื้ออำนวยต่อการรับสารที่ทำให้เขาต้องมีชีวิตลำบากขึ้นแน่นอน ซึ่งต่างกับซาดองโยที่ผมคาดว่าเขามีความรู้พวกนี้ตั้งแต่ก่อนเป็นทาสทำงานสร้างเขื่อน
ถ้ามองในแง่ร้าย ซาดองโยเองก็คงไม่อยากสร้างเขื่อนและไม่อยากตายถ้าเขื่อนพังทลายลงมา จึงจำเป็นต้องบอกองค์หญิงว่าเขื่อนอาจจะพังได้ถ้ายังดันทุรังสร้างต่อไป


ผมเชื่อเหมือนพี่ IKKE ว่าการเสียสละส่วนใหญ่นั้นเป็นการเสียสละที่ไม่บริสุทธิ์ เพราะต่างหวังผลตอบแทน ตามหลักของเศรษฐศาสตร์ที่ได้ชื่อว่าเป็น Dismal science หรือศาสตร์แห่งความหดหู่และสิ้นหวัง เพราะยืนยันว่าทุกอย่างมีต้นทุน จะได้อะไรมาต้องเอาบางสิ่งหรือหลายสิ่งไปแลกเสมอ แต่ผมเชื่อในกรณีของสังคมเมืองหรือสังคมขนาดใหญ่ครับ
จากสิ่งที่ผมได้รับมาเวลาเดินทางไปเที่ยวตามชนบท ทำให้ผมยังเชื่อว่ายังมีสังคมที่มีการเสียสละที่บริสุทธิ์อยู่ในโลก และเมื่อคนไม่ได้เป็นสัตว์เศรษฐกิจทุกคน สังคมที่ไม่ได้เป็นสังคมสัตว์เศรษฐกิจก็น่าจะมีอยู่บ้าง ทั้งนี้สังคมนั้นต้องประกอบด้วยอย่างน้อย 2 อย่างข้างต้น

โดยถ้าวิเคราะห์ความเสียสละแบบแบบไม่บริสุทธิ์ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างอ่อนไหว เสียหายง่ายมาก ถ้าต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่คุ้มกับผลที่ได้รับ ยกตัวอย่างเช่น การต่อแถวขึ้นรถไฟฟ้าถ้าทุกคนต่อแถวหมด ซึ่งถือว่าเป็นการเสียสละต่างตอบแทนเช่นกันเพราะเขาเสียสละที่จะไม่แซงคิวเพื่อที่จะได้รับอันดับเข้ารถอย่างสมควร แต่ถ้ามีอยู่คนหนึ่งแทรกแถวเข้าไปก่อน มันง่ายมากที่จะทำให้คนต่อแถวอยู่ข้างหลังที่เขาคิดว่าการเสียสละไม่คุ้มกับอันดับที่จะเข้ารถแถมยังถูกแซงอีก ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้นั่ง ทำให้เขาตัดสินใจแทรกตามไปด้วย
ดังนั้นถ้าเราต้องการจะให้สังคมมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยมากขึ้น เราจำเป็นที่จะต้องมีกระแสสังคมคอยบังคับให้เกิดความเป็นระเบียบ เช่น การตักเตือน หรือการสั่งสอน หรืออาจรุนแรงกว่านั้น เพื่อทำให้รายจ่ายที่เขาต้องได้รับถ้าต้องการจะแซงสูงขึ้น เมื่อรายจ่ายสูงขึ้นการจัดสินใจแซงก็จะลดลง

สังคมไทยในตัวเมืองนั้นพัฒนามาจากสังคมชนบทในสมัยก่อน ดังนั้นการเสียสละแบบบริสุทธิ์ตามแบบของสังคมชนบทที่ผมเชื่อ จึงผสมกับการเสียสละแบบไม่บริสุทธ์ของสังคมเมืองสมัยใหม่ที่ก้าวเข้ามา ทำให้สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่ผสมของความเสียสละ ยังให้เกิดความสับสนของคนในสังคม หรือไม่ผมก็สับสนของผมคนเดียว ;-)

โดยพื้นฐานแล้วผมไม่คิดว่าโลกเราจะมองได้เหมือนเหรียญที่มองได้เพียงสองหน้า ...โลกเรามันกลมนะครับ... แม้ว่าจะมีคนออกมาประกาศว่า The world is flat ก็ตาม :-)

อ้างอิง
1.) ศาสตร์แห่งความหดหู่และสิ้นหวัง :วรากรณ์ สามโกเศศ:สำนักพิมพ์มติชน มีนาคม ๒๕๕o














ดวง
20070401 10:06

 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.