Sunday, June 6, 2010

บาลี้ บาหลี

หายไปนาน....นานจริงๆ ^^''

ผมเคยคิดว่าจะอัพบล๊อคให้ได้ก่อนครบปี ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาจนจะเป็นหนึ่งปีกับหนึ่งเดือนแล้ว แม้จะละอายใจกับตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนจะด้านพอตัว เพราะปล่อยผ่านมาได้อีกหนึ่งเดือน...

พี่ๆ น้องๆ หลายคนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า ลาวใต้ นี่ยังจำได้อยู่หรือเปล่าว่าจะเขียนอะไรต่อ ซึ่งผมก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่ต้องห่วงครับ ยังพอสามารถเขียนต่อได้ เพราะจดข้อมูลไว้แล้ว ขาดอย่างเดียวตอนนี้....ความขยัน

และมาคราวนี้ หาใช่เขียนลาวใต้ต่อไม่ แต่ขอคั่น (อีกแล้ว) ด้วยทริปล่าคือบาหลีครับ

เมื่อกลางเดือนพฤษภาที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปบาหลีกับเพื่อน ๆ MBA โดยตลอดทั้ง 8 วันผมสามารถตั้งข้อสังเกตและสรุป บาหลีในความคิดผมได้ดังนี้ครับ

1. บาหลีเป็นเกาะที่ครบเครื่องมาก ถ้าเป็นอาหารจะเป็นพวกรวมมิตรครับ ทะเล น้ำตก ภูเขา อารยธรรม ดิสโก้เธค และอื่นๆ อีกมากมาย รวมอยู่ในเกาะเดียว เกาะเล็กๆ แห่งนี้
2. ถนนที่บาหลีลาดยางทั้งหมด สามารถขับขี่ได้อย่างราบเรียบ แต่ไม่ราบลื่น เพราะเลนของถนนค่อนข้างแคบ
3. รถยนต์ที่นี่เป็นเกียร์แมนวลเกือบทั้งเกาะ
4. คนที่นี่ขับรถค่อนข้างเรียบร้อย จะมีขับรถน่ากลัว และหวาดเสียวอยู่คนเดียว คือพี่คนขับที่เราจ้างไว้ขับรถพาเที่ยวเนี่ยแหล่ะ
5. คนบาหลีที่อยู่ตามเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองใหญ่ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีเกือบทุกคน ยกเว้นพี่คนที่เราจ้างไว้ขับรถพาเที่ยวอีกเช่นเดิม
6. ร้านอาหารที่คิดราคาอาหารตามน้ำหนัก สามารถทำให้คนกิน ปวดตับเพราะกังวลว่าเงินจะไม่พออยู่ต่อ ก็เป็นร้านอาหารที่คนขับคนเดิมพาไป.... เวรกรรมแท้ๆ
7. วัดในบาหลีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าได้ และเข้าไม่ได้ และวัดจะมีผ้าคาดเอว พร้อมโสร่งให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยว
8. สำหรับนักท่องเที่ยวนั้นการเที่ยววัดในบาหลี เหมือนกับวัดในประเทศไทย คือวัดแรกจะตื่นเต้นมาก ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด และจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนวัดที่ไป เมื่อถึงวัดที่ 5 เราจะมองวัดนั้นอย่างผ่านๆ
9. คนบาหลีไม่เน้นโกงเงิน แต่เน้นโก่งราคา ดังนั้นเราสามารถต่อราคาได้เกือบทุกอย่างในบาหลี
10. ราคาที่แท้จริงนั้น ยากที่จะทราบได้ ทั้งนี้ใครได้ราคาเท่าไร ขึ้นอยู่กับความพยายาม และชั้นเชิงล้วนๆ
11. คำพื้นฐานที่พ่อค้าแม่ค้าทุกคนใช้พูดคือ How much you want ? โดยใช้ในกรณีที่เรามีสีหน้าลังเลกับราคาที่เค้าตั้งไว้ ถือว่าเป็นแทคติกอย่างนึง เพราะถ้าเผลอต่อโดยที่ยังให้ราคาสูงอยู่ เค้าจะโอเคราคานั้นกับเราทันที
12. การประเมินค่าของสินค้า โดยใช้ราคาในประเทศไทยเทียบ และหักลดอีกสักหน่อยเป็นวิธีที่ Win-Win ที่สุดแล้ว
13. ถ้าเราไม่รู้ราคาสินค้าที่เมืองไทย วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าไปต่อ แต่ให้เดินหนี ราคาจะลดลงเองตามระยะห่างของเรากับร้าน พร้อมกับเสียงตะโกน How much u want ๆๆ ตลอดเวลา
14. ถ้าเราต่อราคาหนักมาก พ่อค้า แม่ค้า จะทำหน้าบูด และร้องโอดโอย ประหนึ่งโดนเสียบข้อเท้าระหว่างเลี้ยงบอลอยู่
15. ถ้าแม่ค้า พ่อค้า โอเคขาย แต่บอกว่า No bag หรือไม่ใส่ถุงให้ แสดงว่าเราได้ราคาถูกมาก
16. สถิติสูงสุดที่ต่อได้คือจาก 2,500,000 รูเปียะห์ เหลือ 100,000 รูเปียะห์ หรือ 25 เท่า สุดท้ายก็ไม่เอา เพราะรู้สึกว่าร้านค้าโก่งราคา และตื้อเกินไป (คนขายพูดอย่างกันเองก่อนว่าเพราะเราเป็นคนไทยเลยให้ 2,500,000 ถ้าเป็นฝรั่งเค้าตั้งราคา 6,500,000 ฟังแล้ว....อมิตาพุทธ )
17. ถ้าเข้าร้านอาหาร โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไม่เห็นป้ายราคา ควรถามราคาก่อนซื้อ เพราะแม้ว่าก่อนหน้าคนบาหลีจ่ายเพียง 3,000 แต่เราอาจโดนถึง 20,000 รูเปียะห์ได้
18. หาดคูตาเหมือนภูเก็ต และอูบุดก็เหมือนเชียงใหม่ ดังนั้นใครใคร่ชอบอันใหนเลือกอยู่ได้ตามใจครับ
19. การได้ลองกินอาหารถิ่น สามารถสร้างความสุขได้ อาหารหลายๆ อย่าง ถือว่าอร่อยทีเดียว
20. ร้านอาหารที่ชอบที่สุดที่บาหลีคือ Bebeg bengil เขียนอย่างนี้เปล่าหว่า??? อยู่ถนนหนุมาน ในอูบุด และร้านที่มีพนักงานนิสัยดีที่สุดคือ Totemo อยู่เมืองคูตา
21. ที่พักที่ควรเลี่ยงคือ Adus ที่เมืองคูตา ..... ไม่ไหวด้วยประการทั้งปวง

โดยรวมบาหลี เป็นเกาะที่น่าเที่ยว สวย สงบ และงามครับ หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่หลายวัน คิดว่าถ้ามี Asia 0 บาทอีก ก็จะไปอีก ^^

ดวง
20100606 20:51

Saturday, May 9, 2009

ขอทาน episode II

กลุ่มถัดมาเป็นขอทานกลับบ้านไม่ถูก แกจะมาพร้อมกับป้ายกระดาษที่บรรจุตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวว่าทำไมแกถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ และที่สำคัญบอกว่าแกต้องการจะไปใหนต่อ โดยทั้งหมดที่ผมเห็น ที่หมายต่อไปคือบ้านเกิดครับ ขอทานกลุ่มนี้นับว่าน่าเห็นใจมาก เพราะแกเหมือนมาจากเมืองลับแลที่ไม่มีวันกลับไปได้ บางคนผมเห็นมาหลายเดือนแล้ว แกก็ยังมีปัญหากับการกลับบ้านแกอยู่ แต่เจออย่างนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า แกมีบ้านให้กลับ ก็น่าจะมีญาติ หรือคนรู้จักอยู่ที่บ้านหรือละแวกบ้านแก ถ้าอับจนหนทางจริงๆ การจะโทรหรือติดต่อเพื่อให้คนทางบ้านแกช่วยเหลือก็น่าจะเป็นไปได้ ผมว่าคนไทยยังไงก็ปล่อยให้คนรู้จักเดือดร้อนขนาดต้องขอทาน นอนข้างถนนไม่ได้หรอกครับ หรือเอาเข้าจริงชีวิตอาจโหดร้ายมากกว่าที่ผมคิด แกอาจจะไม่มีญาติสนิทมิตรสหายเหลืออยู่เลย หรือแม้กระทั่งที่จะซุกหัวนอน...... ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง กลับไปก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรเท่าไร ถึงกลับไปได้ก็อาจจะต้องหาเงินทุน เพื่อกลับมากรุงเทพฯอีก

ถัดมาเป็นขอทานแบบไม่ให้เหรอ....จำไว้ -*-
เคสนี้นับว่าแปลกพอสมควร อารมณ์คล้ายๆ โดนกรรโชกเล็กๆ แต่กลับรู้สึกผิดหน่อยๆ ผมเจอเคสนี้ตอนกำลังรอรถเมล์แถววงเวียนใหญ่เพื่อที่จะกลับบ้านครับ ระหว่างรออยู่ก็มีความรู้สึกว่าโดนรังสีกดดันอย่างหนักมาจากข้างๆ โดยปกติแล้วระหว่างรอรถเมล์ผมจะมีกิจวัตรประจำตัวอยู่สองอย่าง คือไม่มองไปว่ามีรถเมล์ที่รอมาหรือยัง ก็จะอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ผมไม่ค่อยสนใจอะไรรอบข้างเท่าไรนัก นี่เองทำให้กว่าผมจะรู้ตัว ไอ้คนแผ่รังสีก็มายืนจ้องหน้าอยู่ข้างๆแล้ว เข้าใจว่าแกอาจแผ่รังสีมานานพอควร พอผมไม่รู้สึกตัวมันก็เลยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ในระยะประชิด เจ้าของรังสีอำมหิตนี้เป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 กว่าๆ ได้ หน้าตาเป็นในแนวคนเชื้อสายจีนที่มีร้านค้าเป็นของตัวเอง รูปร่างท้วม ใหญ่พอควร ผมหันมาเจอแกจ้องหน้าพร้อมหายใจ ฟึดๆๆๆ เหมือนวัวกระทิง ก็ผงะไปหน่อย อารามคิดว่านี่ตูไปเหยียบเท้าแกเปล่าวะ หรือตูยืนบังทำให้แกมองสายรถเมล์ไม่ชัดหรือเปล่า ระหว่างความคิดกำลังเตลิดนั้น แกก็บอกสาเหตุการอาฆาตว่า "ขอตังค์ยี่สิบเด่ะ" เท่านั้นแหล่ะครับ งง!! คือไม่คิดว่าบทมันจะหักมุมขนาดนี้
จากหน้าตาที่อาฆาต และลมหายใจฟึดๆๆๆ ประหนึ่งผมเคยไปทำร้ายบรรพชนพี่แกตั้งแต่ปางก่อน แต่ดันกลับมาของตังค์ ไอ้สิ่งที่แกทำลงไปทำให้ผมต้องชั่งใจมาก เพราะผมได้ให้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ให้เงินขอทานคนใหน แต่สำหรับกรณีนี้ ถ้าผมไม่ให้แกจะต่อยผมไม๊เนี่ยย!! ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนตัดสินใจบอกไป อย่างห้วนๆ เล็กน้อยว่า "ไม่ให้" พร้อมดูท่าทีแกทันที เกิดแกทำอะไรวู่วามจะได้หลบทัน (หวังว่านะ) สรุปว่าพอตอบแกไปอย่างนั้น จากหน้าตาอาฆาตๆ กลายมาเป็นมองแบบค้อนๆ หน่อยๆ แล้วพูดว่า "จำไว้"
..
...
....
.....
...... ไอ้มนุษย์หักมุม!!! จะหักมุมไปถึงใหนเนี่ย หัวใจจะวาย เท่านั้นยังไม่จบ พอแกผิดหวังจากผม แกก็เดินไปส่งสายตาอาฆาตผู้หญิงอีกคน ซึ่งยืนถัดจากผมไปไม่ไกล ผู้หญิงคนนั้นให้ครับ ก็น่าจะให้อยู่หรอก น่ากลัวซะขนาดนั้น พอตามนุษยหักมุมนั่นรับตังค์แกก็หันมาทางผมแล้วบ่นพร้อมชี้มาว่า "แค่นี้ให้ไม่ได้" โดนดอกนี้นี่สะอึกเลยครับ ผมว่าผมทำถูกนะ แต่ดันรู้สึกผิดแฮะ แล้วไอ้สิ่งที่แกทำเนี่ย มันทำให้ผมนึกถึงสมัยอนุบาล ที่เวลาเพื่อนเรางอน ก็มักจะเดินห่างจาก ตัวเราไปสองสามก้าว แล้วหันกลับมาพร้อมพูดว่า "โป้ง!! เราโป้งเธอแล้ว" แล้ววิ่งหนีไป..... ไอ้ตอนนั้นก็ดูน่ารักดี แต่ตอนนี้เนี่ย...อายุสองฝ่ายรวมกันเลยแซยิดไปแล้ว มันขนลุกจริงๆ นะ......พี่มนุษย์หักมุม

กลุ่มถัดมาเป็นขอทาน(อาจจะ)สมัครเล่นครับ ลักษณะของกลุ่มนี้การพูดการจานั้นมีให้ความรู้สึกว่าเกรงใจที่จะต้องขอเป็นอย่างมาก เดือดร้อนจริงๆ ถ้าให้แล้วจะไม่ขอใครอีก มักจะพบเห็นในที่ๆ ขอทานทั่วไปไม่อยู่กัน
โดยปกติแล้วผมค่อนข้างจะโอเคกับขอทานกลุ่มนี้มากที่สุด เพราะดูเป็นธรรมชาติมากทั้งการพูดการจาและสถานที่จะให้เงิน ให้ความรู้สึกว่าขอเพราะเดือดร้อนจริงๆ และไม่ได้ขอทุกวันจนเป็นอาชีพ ซึ่งเมื่อผมมองแล้วว่าดูไม่เหมือนขอทาน ผมก็มักจะให้เงินช่วยเหลือตลอด แต่ก่อนให้ผมก็ขอสอบถามหน่อย อย่างถ้าจะกลับบ้านก็จะถามว่ากลับยังไง นั่งรถสายอะไร ต้องขึ้นที่ใหน เพื่อเป็นการยืนยันอีกทีครับ เพราะถ้าจะกลับรถเมล์แต่ดันไม่รู้สาย หรือเกิดบอกสายรถเมล์มาแล้วมันไม่ได้ผ่านบ้านแก นี่มันยังไงๆ อยู่ แต่ก็มีอยู่คนนึงที่ให้แล้วอยากเอาเงินคืนจริงๆ คือวันนั้นผมเจอป้าแกตอนประมาณเกือบสี่ทุ่มแถวสะพานปิ่นเกล้า แกมาขอตังค์ผมยี่สิบเป็นค่ารถเมล์กลับบ้าน ผมก็ถามไปตามธรรมเนียมว่าป้าจะกลับสายอะไรเหรอครับ พอแกตอบมา เราก็เอ๊ะ นั่นมันรถ ปอ นี่ ผมก็หวังดีกลัวแกจะใช้เงินหมดเร็ว เลยแนะนำสายรถเมล์ธรรมดาไปให้ พร้อมยื่นตังค์ไปให้แก แกก็ยิ้มรับ แล้วบอกว่าขึ้นปอ ดีกว่า
..... โอ้วว รสนิยมหรูกว่าตูอีก ธรรมดาตูไปแถวนั้นนี่รถ ปอ ไม่ได้อยู่ในหัวเลย ใจตอนนั้นอยากจะขอแบงค์ยี่สิบคืนแล้วให้เหรียญสิบแทน แต่อ้อยเข้าปากช้างไปแล้ว จะไปแงะออกเดี๋ยวช้างตบหัวเอา เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า แกอาจจะลำบากมาทั้งวัน คงอยากสบายบ้าง หลังจากนั้นแกก็ชวนผมคุยนุ่นคุยนี่ไปเรื่อยเปื่อย เป็นเหมือนบริการคลายเหงาระหว่างรอรถเมล์ ผมคุยกับแกได้สักพักผมก็ต้องลาแกกลับบ้านเพราะรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนผมมาแล้ว

จบแล้วครับเรื่องขอทาน อ่านพอขำๆ นะครับ แม้ว่าชีวิตจริงของขอทานจะไม่ขำเลยก็ตาม สำหรับเรื่องการช่วยเหลือคน ก็เป็นดุลยพินิจของแต่ละคนไป เอาตามสบายใจ แต่ขอเพียงอย่าปล่อยให้ใจเราแห้งเหือดจนมองคนที่ลำบากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับเรา เพราะถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้ว เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเพียงชีวิต.......เท่านั้นเอง


20090509 22:25
ดวง

Friday, February 20, 2009

ขอทาน Episode I

เคยให้เงินขอทานไหมครับ?
ผมเพิ่งให้เงินขอทานไปเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากไม่เคยให้เป็นเวลานานพอสมควร...

ถ้าจะย้อนไปเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวกับขอทานของผมนั้น คงเริ่มต้นตอนสมัยยังเป็นนักเรียนประถมอยู่ครับ โดยตอนนั้นถ้าผมเจอขอทาน ผมก็จะให้บ้าง ตามแต่อารมณ์ แต่ก็จะมียายขอทานอยู่คนหนึ่ง แกมีฐานที่มั่นประจำอยู่บนสะพานลอยปากซอยโรงเรียนผม ซึ่งผมต้องข้ามไปกลับทุกวัน ผมจำได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าแกเป็นขอทานสักเท่าไร กลับรู้สึกว่าแกเป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่า อาจเพราะรอยยิ้มที่เป็นมิตรและอบอุ่นของแก ด้วยความรู้สึกของผมต่อแกอย่างนั้น ทำให้แกเป็นขอทานคนแรกและคนเดียวในชีวิตผม ที่ผมผูกปิ่นโตด้วย คือผมจะให้เงินแกทุกวันตามแต่ที่ผมจะมี ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะสมัยนั้นผมได้เงินไปโรงเรียนวันละสิบกว่าบาท กินข้าว กินขนมก็เหลือแค่บาทสองบาทเก็บเอาไว้ให้แก ผมให้เป็นประจำถึงขนาดว่า เมื่อแกเห็นผมปุ๊บ แกก็จะยิ้มทักทายมาแต่ไกลอย่างเป็นมิตรทุกครั้ง

หลังจากผมจบประถม เส้นทางไปโรงเรียนของผมก็ได้เปลี่ยนไป...ผมไม่ได้ได้ขึ้นสะพานลอยนั้นอีกประมาณปีกว่าๆ ซึ่งเมื่อขึ้นไปอีกทีผมก็ไม่พบแกแล้วพร้อมๆ กับไม่ค่อยเจอขอทานอีก..... จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย

หลังจากเรียนจบ ผมได้เริ่มงานที่บริษัทฯ แถวสีลมครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมเปรียบ สีลมนั้นก็ดั่งเป็นสาขาหนึ่งของพรรคกระยาจก โดยน่าจะมี Headquarter อยู่ที่อนุสาวรีย์ชัย เนื่องจากผมไม่ค่อยได้เจอขอทานเป็นเวลานาน ทำให้ผมประสบกับปัญหาหนึ่งเวลาเจอขอทานคือ ผมควรให้เงินขอทานหรือไม่ ปัญหานี้ค่อนข้างใหญ่สำหรับผมครับ....

สำหรับคนอ่านที่อาจนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ได้อย่างไร คืออย่างนี้ครับ ตอนนั้นเวลาผมจะให้เงินขอทาน ผมจะดูว่าเค้าจะเป็นขอทานที่ต้องการเงินเลี้ยงชีพ หรือเป็นขอทานที่ต้องการเงินเพื่อสร้างฐานะ เพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่ผมกลับพบว่าแนวทางนี้ไม่ง่ายในการปฏิบัติเลย เพราะเมื่อผมลงจากบันไดรถไฟฟ้าเวลาไปทำงาน ผมก็จะเจอยายคนนึง ซึ่งอายุน่าจะสักหกสิบได้ บวกกับหน้าตาน่าสงสารของแก จึงเหมาะแก่การให้มาก แต่เมื่อดูที่มือแกก็พบว่าจำนวนเงินที่ได้นั้นสามารถสร้างฐานะได้ทีเดียว ผมจึงตัดสินใจไม่ให้แก แต่กลับรู้สึกผิดในใจเวลาแกมองมา ถัดมาผมก็จะเจอวนิพกพร้อมเครื่องดนตรีต่างๆ แยกกันเป็นวงๆ บ้างเป็นสากล บ้างเป็นดนตรีไทย บ้างเป็นคลาสสิก และบ้างเป็นเพียงเศษไม้หรือกะลา เล่นใกล้ๆกันและพร้อมกัน ซึ่งมันทำให้ฟังไม่ออกว่ามันเพราะหรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะโดยรวมแล้วก็น่าให้ตังค์อีกเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้ขอเฉยๆ เล่นดนตรีแลกด้วย แต่ถ้าผมให้ผมก็ไม่ควรแยกให้เป็นรายๆ ไป เพราะเขาก็เล่นดนตรีแลกเงินเหมือนกัน และเล่นฟังไม่รู้ว่าเพราะหรือไม่ เหมือนกัน แต่จากการนับจำนวนวงดนตรีแล้ว ผมพบว่ามันสามารถเปิดมหกรรมคอนเสิร์ตได้สบายๆ และถ้าผมให้ ผมก็คงหมดตูดแน่นอน ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไม่ให้ ซึ่งก็หมายความว่าไม่ให้ทั้งหมด พอเดินมาอีกผมก็จะพบขอทานอีกเรื่อยๆ ตามรายทางเป็นระยะๆ ให้ผมวิเคราะห์ว่าผมควรจะให้หรือไม่ให้ ผมพบว่าแนวทางนี้ทำผมเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์และประเมินขอทานมาก และยิ่งเป็นสีลมที่อุดมไปด้วยขอทานหลากหลายแบบแล้ว ยิ่งทำให้ผมเสียเวลาและงงมากเกินความจำเป็น

ด้วยเหตุนี้ผมก็สรุปว่าผมควรจะต้องมีหลักง่ายๆ อะไรสักอย่างในการยึดตัดสินใจ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการประเมิน คิดไปคิดมา ก็ได้ทางออก โดยผมกำหนดขึ้นมาว่า ผมจะให้กับขอทานที่ดูแล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น เพราะขอทานประเภทนี้ไม่มีทางที่จะหาเงินได้โดยวิธีอื่นเลย นอกจากขอเงิน ดังนั้นจึงสมควรได้รับเงินสนับสนุนการดำรงชีวิตจากผม และอีกอย่างคือการมองว่าใครช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มันง่ายมาก ดังนั้นแล้วขอทานที่สามารถเคลื่อนที่ไปใหนมาใหนได้อย่างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเดินโดยใช้ขาเทียม หรือการเคลื่อนที่แบบแนวนอนไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ ผมจะถือว่าแข็งแรงดี ไม่ควรต้องช่วยเหลือ เพราะถ้าให้ผมนอนแล้วไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ อย่างแก ผมก็ทำไม่ได้ มันจำเป็นต้องใช้แรงมากทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าแกจะร้องโอดโอย ครวญครางแค่ใหน แต่ตราบใดที่แกยังคงไถลไปกับพื้นไปมาอย่างเชี่ยวชาญ แกก็จะไม่มีวันได้ตังค์ผมแน่นอน

ผมพบว่าวิธีนี้เจ๋งมาก เพราะทำให้ผมไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหน้าคิดหลังอะไรมากมาย ถ้าผ่านเกณฑ์ก็เอาตังค์ไปเลย ผมใช้วิธีนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมไปวัดกับครอบครัว และที่วัดนั้นผมไม่แน่ใจว่าโดนนิวเคลียร์ลงหรือไม่ เพราะพบว่ามีขอทานที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากมาย ผมได้แต่อุทานในใจว่า "โอ้โห....นี่ถ้าตูให้หมด ตูต้องลงไปขอทานด้วยแหงมๆ" สรุปว่าวันนั้นผมต้องยกเลิกการปฏิบัติตามธรรมเนียมส่วนตัวที่ตั้งไว้ แล้วผมก็ดันคิดได้อีกว่า "ในเมื่อแกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วใครพาแกมาวะ" เมื่อคิดต่อ "มันต้องมีคนพามา แล้วไอ้คนนั้น มันก็ต้องแข็งแรงดีนี่หว่า ถึงพาแกมาได้" ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมานั่งกลุ้มใหม่ว่าจะทำยังไงดี หลักที่ยึดไว้ก็ไม่เวิร์คแล้ว แล้วหลักใหม่ควรจะเป็นอย่างไร คิดไปคิดมาผมก็พบว่า ผมเสียเปรียบขอทานเต็มประตู เนื่องจากความไม่สมมาตรของการเปิดเผยข้อมูล คือขอทานจะรู้ว่ายังไงเราก็มีเงินให้เค้าแน่นอน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าขอทานคนนั้นต้องการเงินเราเพื่อเลี้ยงชีพหรือสร้างฐานะ แน่นอนผมไม่สามารถที่จะทำให้ขอทานเปิดเผยออกมาได้ว่า เงินที่ได้จากเราจะไปใหน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาทั้งหมดผมจึงบอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ให้ขอทานคนใหนทั้งสิ้น

แล้วการตัดสินใจอย่างนี้ ก็นำผมไปสู่รูปแบบการตื้อของขอทานหลายประเภท โดยที่ทั้งหมดแล้วเป็นขอทานกองหน้า คือมีหน้าที่รุกอย่างเดียวไม่มีการตั้งรับ และเกือบทุกครั้งมักจะรุกตอนที่ผมกำลังกินข้าวอยู่ ยิ่งผมไม่ให้ก็จะยิ่งตื้อไม่ยอมไปใหน -*-

แต่โดยรวมก็ถือว่าสนุกครับอาจด้วยนิสัยชอบสังเกตและขี้เล่นของผม ทำให้พอจะสรุปขอทานกองหน้าออกมาได้เป็นประเภทๆ ดังนี้
ประเภทเบสิก ที่จะเป็นเด็กๆ หรือยายแก่ๆ ทำสายตาออดอ้อนน่าสงสาร หิวมากไม่ได้กินอะไรมาเลยก่อนมาเจอเรา (แน่นอนว่าจะไม่ยอมรับข้าวที่เราจะเลี้ยง)

ถัดมาจะกระเถิบสูงไปอีกหน่อยคือมาพร้อมของชำร่วยต่างๆ นาๆ ในราคาที่แพงกว่าปกติ ประเภทลูกอม ยาดม ทองม้วน และอีกมากมาย โดยเฉพาะท้องม้วนที่ผมมักจะสงสัยว่า ถ้าหิวทำไมยายไม่แกะทองม้วนของยายกินหล่ะครับ? หรือว่ายายถือคติไม่นำอัฐยายซื้อขนมยาย?

หรือจะเป็นเชิงรุกแบบพิการพูดไม่ได้ ที่มักจะมาพร้อมกับป้ายบอกความในใจ ซึ่งก็ไปกระตุ้นต่อมนิสัยเสียของผม ที่ชอบพิสูจน์อีกว่าพูดไม่ได้จริงหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้วคนใบ้จะหูหนวกด้วย ผมก็จะลองแหย่โดยพูดอำแบบขำๆ สักอย่าง แล้วคอยดูปฏิกิริยา ซึ่งถ้าหัวเราะหรือยิ้มก็เสร็จผม แน่นอนผมมักจะแพ้ เพราะเค้ามักไม่หลุดออกมา(ไม่แน่ใจว่ามุขผมฝืดหรือเปล่า?) ที่ผมบอกว่าหลุดนั้น ผมเชื่อว่าเค้าไม่ได้ใบ้จริงๆ เนื่องจากเท่าที่ผมลองสังเกตคนใบ้จริงๆดู คนพวกนี้เค้าจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนที่รวดเร็วกว่าคนปกติ คงด้วยความที่เค้าต้องใช้ภาษามือ ดังนั้นเค้าจึงต้องมีการเคลื่อนไหวส่วนบนอยู่ตลอดเวลาที่พูดคุย และมันทำให้เค้าเคลื่อนไหวได้เร็วโดยที่เค้าอาจไม่รู้ตัว แต่ขอทานที่มาพร้อมป้ายส่วนใหญ่นั้น มักจะเฉื่อยๆ เนือยๆ ผิดวิสัยคนใบ้ทั่วไป... อันนี้เป็นข้อสรุปส่วนตัวผมเอง ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้

หรือจะเป็นประเภทขอทานระดับเทพ คือนอกจากจะทำท่าทางให้น่าสงสารแล้ว ยังทุ่มทุนสร้างแบบที่คาดไม่ถึง คือวันนั้นผมไปเดินที่ใหนสักที่ แล้วก็มีผู้หญิงเดินเข้ามาขอเงิน ผมก็บอกไปตามปกติว่าให้ไม่ได้ แต่แล้ว.... เธอก็คุกเข่าลงต่อหน้า แล้วใส่อารมณ์พจมาน ร้องไห้ ฟูมฟายทันที เจออย่างนี้ผมก็เหวอเหมือนกัน แล้วก็ได้แต่คิดในใจ "เวรหล่ะสิ เอากันอย่างนี้เลยเหรอ?" ผมตกใจได้เพียงห้าวินาทีแล้วผมก็พบว่า ผมได้ให้เงินเธอไปแล้ว.... เหนือชั้นจริงๆ

ถัดมาเป็นขอทานประเภทรุกดุดัน ไม่กลัวใบแดงใบเหลือง...
จำได้ว่าวันนั้นผมกำลังยืนอ่านข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่แผงหนังสือหนึ่งแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ และขณะกำลังอ่านเล่มนุ้นเล่มนี้อย่างเพลิดเพลิน ก็มีอะไรสักอย่างมากระแทกที่หลังผมอย่างแรง เนื่องจากผมเป็นคนตัวค่อนข้างใหญ่ แรงที่ทำให้ผมรู้สึกว่าถูกกระแทกนั้นย่อมไม่ธรรมดา ในตอนแรกนั้นผมคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนทัก แต่ก็ลังเลเพราะผมไม่เคยโดยเพื่อนทักแรงอย่างนี้มาก่อน ผมจึงหันไปดู ปรากฏว่าสิ่งที่กระแทกผมนั้นเป็นมือของป้าคนนึง ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแบมือขอตังค์อยู่ แล้วแกก็พูดว่า "ขอตังค์ๆๆ" จำได้ว่าผมโมโหมาก เพราะป้าแข็งแรงอย่างนี้ยังจะขอตังค์อีก ด้วยความที่อารมณ์ขึ้น ผมจึงตอบแกไปอย่างห้วนๆว่า "ไม่ให้!!" แล้วก็เดินหนีแกทันที ปรากฏว่าแกดึงแขนเสื้อผมไว้ครับ ด้วยความที่แกแรงเยอะมากทำให้ตอนก้าวออกมาผมจึงไม่หลุดจากแรงดึงแก ผมยิ่งโมโหใหญ่ คิดในใจว่า "อย่างนี้แบกข้าวสารได้สบาย ยังมาขอตังค์อีก" แล้วก็สะบัดแขนแรงๆ เพื่อให้หลุดจากแก แล้วเดินไปเลย ผมมานั่งคิดหลังจากนั้นว่า ถ้าคนที่โดนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จะเจ็บขนาดใหน แล้วจะหนีแกพ้นอย่างที่ผมทำได้หรือเปล่า เลยเถิดไปถึงเรื่องว่า แกเอาเงินที่ได้ไปเข้าฟิตเนสป่าววะ ??

ที่จริงผมยังมีขอทานที่อยากจะเล่าอีกหลายรูปแบบทีเดียว แต่เห็นว่าพิมพ์มาเยอะแล้ว ดังนั้นถ้าแบ่งเป็นอีกตอนน่าจะทำให้อ่านกันได้ง่ายกว่า ผมจึงขอยกยอดที่เหลือไว้คราวหน้าอีกตอนนะครับ คงไม่ว่ากัน ^^

20090220 1:32
ดวง

Wednesday, December 10, 2008

เดินทางไปกับ ไออุ่น#3

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมไปกับคาราวานไออุ่นมาครับ
ไออุ่นในที่นี้เป็นคนละไออุ่นกับที่ผมเขียนในบล๊อค แต่คล้ายกันในแง่ของน้ำใจที่รู้สึกได้
เป็นไออุ่นที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่งนาม "ชมลมชมไทย" ที่ตั้งใจจะปันโอกาส ปันน้ำใจ ปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่อยู่ห่างไกล
เป็นไออุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งจะว่าโดยบังเอิญก็น่าจะใช่ ที่ผมเริ่มเขียน "ไออุ่น...ลาวใต้" เมื่อสองปีที่แล้วเช่นกัน...
แต่คงไม่บังเอิญที่ไออุ่นของ "ชมลมชมไทย" จะสำเร็จลุล่วงผ่านไปถึงสามครั้ง ด้วยความตั้งใจของสมาชิก แต่ไออุ่นของผมยังไม่ข้ามไปลาวสักที

ไออุ่นในปีนี้ไปที่บ้านดงนา จังหวัดอุบลครับ โดยมีกิจกรรมเป็นการตรวจสุขภาพ สอนหนังสือ และสร้างห้องสมุด ให้กับชุมชนและเด็กๆ

โอกาสดีๆ มักผ่านมาหาเราเสมอ ถ้าเราไม่ปิดที่จะรับมัน...
ผมรู้สึกบ่อยครั้งว่า โชคดีมาก ที่ผมมักมีคนรู้จัก ที่ดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ
คนดีๆ มักพาโอกาสดีๆ เข้ามาเช่นกัน...
ผมตอบรับร่วมเดินทางไปด้วยแทบจะทันที ที่น้องที่ทำงานชวนไปกับไออุ่น แม้ว่าจะไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากมายนักก็ตาม

ครั้งล่าสุดที่ผมออกค่าย คือมอหก ถือว่าเด็กทีเดียวสำหรับการออกค่ายอาสา
ออกค่ายครั้งนั้น...ผมไปด้วยความคึกคะนองแบบเด็กๆ
ผมไปในฐานะคนเมืองที่อุดมไปด้วยโอกาส และความพร้อมสรรพทางด้านปัจจัย
และผมไปพร้อมกับความเชื่อ ความเข้าใจต่อชนบท อย่างไร้เดียงสา
ประเด็นสุดท้าย เป็นจุดที่ทำให้ผมยังคงกล่าวโทษตัวเองในปัจจุบัน...
เพราะครั้งนั้น...ผมเชื่อว่าผมไปในฐานะผู้ให้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า ผมมองคนอย่างเห็นใจ อย่างคนที่อยู่สูงกว่ามอง
ผมตื่นเต้นกับการได้มาเหยียบย่างชนบท ตื่นเต้นกับการมองวิถีชาวบ้านโดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก
และตีความการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ด้วยทัศนคติ ความเชื่อแบบคนเมือง

กว่าความคิดผมจะเปลี่ยนจากการเป็นคนเมือง มองคนชนบทอย่างผู้ด้อยโอกาส ที่รอเราไปมอบให้ มาเป็นเคารพและนับถือ และร่วมแบ่งปันซึ่งกันและกัน ก็กินเวลานานหลายปี
อีกทั้งภายหลัง ผมยังนับว่า ผมยังคงติดหนี้บุญคุณจากเงินภาษีของคนไทย ที่ส่งผมให้เรียนจบปริญญา
ความตั้งใจที่จะร่วมแบ่งปัน ร่วมจับมือ กอดคอเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม จึงอยู่ในใจผมเรื่อยมา...

ผมเคารพในภูมิปัญญา ที่ปราศจากปริญญา
ผมนับถือความสามารถในการดำรงชีวิต ที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ และโอกาสที่มากมายอย่างที่คนเมืองมี

เมื่อโอกาสอำนวย ผมจึงอยากจะแก้ตัว ไปแบ่งปันซึ่งกันและกัน...
ไปแบ่งปันในสิ่งที่เรามี ไปให้ชาวบ้านสอนผมให้เข้าใจดีกว่านี้ และไปพร้อมกับความเคารพและนับถือ...

แม้ว่าการออกค่ายครั้งนี้ ผมจะยังทำไม่ได้เท่าที่อยากทำ และยังไม่เท่าที่ชาวบ้านสอนผมผ่านน้ำใจ ผ่านการดำรงชีวิต และช่วยให้ผมได้พบว่า ในหลายๆ เรื่อง ผมยังคงเผลอมองและทึกทักไปเอง โดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง แต่ผมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่ดี...

ผมคงต้องขอบคุณน้องๆที่ออฟฟิศ ที่ส่งโอกาสดีๆมาให้ ทำให้ผมได้พบกับมิตรดีๆ อีกกว่าร้อยคน ได้เห็นน้ำใจ ได้เห็นความตั้งใจ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และได้ช่วยให้ผมได้เริ่มนับหนึ่ง...ในครั้งนี้












ดวง
20081210 3:04

Wednesday, October 22, 2008

ลูกบ้านใหม่จากงานหนังสือ

ตามธรรมเนียมปฎิบัติ ;-)

วิทยาศาสตร์
ฟายน์แมน อัจฉริยะโลกฟิสิกส์ ("SURELY YOU RE JOKING MR.FEYNMAN!") ผู้แต่ง : Richard P. Feynman ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เรื่องของเวลา (A MATTER OF TIME) ผู้แต่ง : SCIENTIFIC AMERICAN ผู้แปล : ปิยบุตร บุรีคำ,ดร. จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ควอนตัมจักรวาลใหม่ (The New Quantum Universe) ผู้แต่ง : Tony Hey, Patrick Walters ผู้แปล : พิเชษฐ กิจธารา จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน

เศรษฐศาสตร์
นายธนาคารเพื่อคนจน (VERS UN MONDE SANS PAUVRETE) ผู้แต่ง : MUHAMMAD YUNUS ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
นักสืบเศรษฐศาสตร์ ผู้แต่ง : Tim Harford ผู้แปล : อรนุช อนุศักดิ์เสถียร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ทุนนิยมที่มีหัวใจ ผู้แต่ง : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : openbooks

ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ (Sait : A World History) ผู้แต่ง : Mark Kurlansky ผู้แปล : เรืองชัย รักศรีอักษร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน

การเมือง
CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว ผู้แต่ง :ปกป้อง จันวิทย์ จัดพิมพ์โดย : openbooks

ภาพยนต์
แฟนฉัน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks

ท่องเที่ยว
คู่มืออันดามัน : ปลาแนวปะการัง ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร. ,อนุวัต สายแสง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คู่มืออันดามัน : ปะการัง พังงา สึนามิ ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร.,ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คินาบาลู บอร์เนียวเหนือ ผู้แต่ง : เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์

ประวัติ บุคคล/องค์กร/บริษัท
The Search ผู้แต่ง : John Battelle ผู้แปล : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้แต่ง : ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จัดพิมพ์โดย : แสงดาว

บทความ/เรื่องสั้น
ไฮเทคาถาปาฏิหาริย์ ผู้แต่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผู้แต่ง : ปราบดา หยุ่น จัดพิมพ์โดย : openbooks


ดวง
20081022 15:53

Wednesday, April 9, 2008

สัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี

ผ่านไปอีกครั้งกับสัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี ที่ครั้งนี้ทรัพย์ที่สูญไปถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ...

หนังสือใหม่ออกไม่เยอะ เวลาเดินน้อย งานเยอะ เวลาอ่านน้อย หนังสือค้างรออ่านเยอะ ตังค์น้อย เป็นเหตุที่ได้ผลออกมาเป็นรายชื่อหนังสือด้านล่าง

"เดินเข้างานอย่างมีสติ เลือกซื้ออย่างมีสติ เล่มใหนไม่โดนใจมากไว้ซื้อในงานปลายปี" เป็นสโลแกนที่เตรียมปฏิบัติสำหรับงานครั้งนี้

สรุป ทำตามสโลแกนได้เพียงบูทเดียวคือสารคดี พอเข้าบูทโอเพนเริ่มจิตหลุดแล้วก็ซื้อๆๆๆ จนเลิกงานพร้อมๆกับตังค์ที่เตรียมไปหมดพอดี นับว่าโชคดีด้วยที่ไปถึงงานก็มืดแล้ว เดินได้เพียงชั่วโมงกว่าๆงานก็เลิก ทำให้ไม่เผลอเดินไปกดตังค์ออกมาซื้อต่อ...

หอบหิ้วกลับมาบ้าน ก็พบว่าชั้นหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีเต็มอีกแล้ว...(อาไรวะเนี่ย!!!) จำต้องเอามาวางกองๆไว้ข้างๆที่นอนเป็นหนังสือไร้บ้านไปก่อน ที่จริงที่จะยัดเข้าไปก็พอมีแต่ชั้นที่ทำจากไม้นั้นมันเริ่มแอ่นๆแล้ว เกรงว่าถ้าดึงดันยัดเข้าไปมันจะหักพังลงมาทั้งหมด ซึ่งจะพาลพาเล่มอื่นๆไร้บ้านไปด้วย จะซื้อชั้นใหม่ก็คงไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ไอ้ชั้นล่าสุดนั้นแบกตอนกำลังฟิตๆ ขึ้นห้องผม(ชั้น4) ยังเหนื่อยชิบหา* ตอนนี้หายห่วง ไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากกก วันๆออกแต่แรงนิ้ว กล้ามเนื้อ(ที่เคยมีบ้าง)ก็เหี่ยวฟีบลง ไขมันเข้ามาแทนที่เยอะขึ้น ขืนแบกคงตายอยู่ชั้นสองเป็นแน่แท้...

้เอาเป็นว่านี่คือเหล่าหนังสือสมาชิกใหม่ผู้ไร้บ้าน ซึ่งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถหยิบยืม(เช่นเคย)อันจะนำไปเป็นประโยชน์แก่อารมณ์ จิตใจ และปัญญาแก่ตัวท่านในภายภาคหน้าได้ วิธีการหยิบยืมและหาบ้านให้สมาชิกผู้ไร้บ้านเหล่านี้ก็เหมือนเดิม เพียงท่านเอ่ยปากต่อหน้าหรือลับหลังท่านก็จะได้ไปประดับกระเป๋าของท่านให้มีน้ำหนักสมแรงที่ท่านมี แต่ช้าก่อน...ถ้าท่านโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ท่านจะได้ขี้ฝุ่นติดหนังสือเป็นที่ระลึกไปฟรีๆ (โทรมาเร็วเกิน...เช็ดให้ไม่ทัน ^^)

1.)โลกนี้มันช่างยีสต์,แทนไท ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
2.)บันทึกการไปเยือนเทือกเขาหยูหลงและต้นน้ำแยงซี,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
3.)วันที่ถอดหมวก,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
4.)เพลงคนบ้า,ศักดิ์สิริ มีสมสืบ,สำนักพิมพ์สามัญชน
5.)บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงษ์,สำนักพิมพ์มติชน
6.)sex and the english language 1,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)sex and the english language 2,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)วานปีศาจตอบ,รงค์ วงศ์สวรรค์,สำนักพิมพ์มติชน
9.)แพนด้า,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์โอเพ่น
10.)อย่างน้อยที่สุด,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
11.)การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองลาว,สุรชัย ศิริไกร,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.)ความรุนแรงในสายหมอก,ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศและสงครามการค้า,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)แผ่นดินจินตนาการ,ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,สำนักพิมพ์มติชน
15.)สเต็มเซลล์,ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์,สำนักพิมพ์สารคดี
16.)เศรษฐกิจต้องรู้,ศุภวุฒิ สายเชื้อ,สำนักพิมพ์มติชน
17.)จักรวาลของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
18.)เงาฅนบนรอยซาย,มล. ปริญญากร วรวรรณ,สำนักพิมพ์สารคดี


ดวง
20080414 23:13

Sunday, November 11, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 12

อุบล#7

ในเช้าที่อากาศสดใสแต่ใจหมองหม่น....
พูดอย่างไม่อายเลย แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเพียงใด แต่การที่จะต้องเดินทางคนเดียวไปลาวที่ไม่เคยไปมาก่อนก็ทำให้ใจวิตกอยู่ไม่น้อย และยังไม่ทันเข้าลาวก็ไม่วายต้องปรับแผนอีกนิดนึงจนได้ แต่เดิมผมตั้งใจจะข้ามไปลาวด้วยรถโดยสารที่มีให้บริการอยู่ที่ขนส่งจังหวัดในรอบเจ็ดโมง แต่ ณ เวลาเจ็ดโมงที่รถออกนั้นปรากฏว่าผมก็ยังหลับไหลไม่ได้สติอยู่นั่นเอง มองไปที่สาเหตุที่ทำให้นอนตื่นสายก็เห็นแต่ความเพลิดเพลินในการเดินงานกาชาดของจังหวัดจนไม่ได้สนใจเวลา เหนื่อยกลับมาอาบน้ำนอนโดยไม่บอกราตรีสวัสดิ์เจ้าของห้องดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรกเพราะมันยังไม่กลับ แม้จะพยายามฝืนแล้วก็ทนไม่ไหวหลับคาที่นอนมันไปทั้งอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเราอยู่บนที่นอนดำ ส่วนดำนอนบนที่นอนที่เตรียมมาให้ (ขอโทษนะดำนะ ^^'')...

เก้าโมงครึ่งก็เก้าโมงครึ่ง ผมพูดกับตัวเองปลอบใจที่คลาดรถเที่ยวแรกไปนิดเดียว.... เอ่อหมายถึงเวลาตื่นครับที่คลาดกันไปนิดเดียว แต่คงไม่เป็นไรเพราะผมตั้งใจจะนอนปากเซคืนหนึ่งอยู่แล้ว เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมและเดินเล่นไปเรื่อยๆในเมืองก่อนเดินทางลงใต้ไปพักที่ดอนเดช ซึ่งอย่างน้อยก็คงทำให้มีเวลาอยู่ที่นุ่นน้อยลงและข้อมูลที่ได้ก็อาจน้อยลงตามไปด้วย แต่ไม่เป็นไรยังไงก็ไปว่าเอาข้างหน้า

โดยส่วนใหญ่ข้อมูลที่ผมหามานั้น นักท่องเที่ยวจะนิยมต่อรถจากปากเซไปดอนเดชในวันนั้นเลย ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำกันอย่างนั้น ถ้าเป็นไปได้การละเมียดค่อยเป็นค่อยไปกับการเดินทางน่าจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกว่า ไหนๆเราก็ปลีกตัวจากภาระ จากเวลาเข้างาน เลิกงานแล้ว ใยจะต้องเร่งชีวิตให้มันรีบร้อนรนกับการเที่ยวอีก

จากประสบการณ์ หลายครั้งที่ตัวผมเองจะต้องไปเที่ยวแบบ Fast Travel (คล้ายๆกับ Fast Food หน่ะครับ) กับเพื่อนๆ นอกจากจะไม่รู้สึกผ่อนคลายแล้ว เรายังโหมใช้งานร่างกายตัวเองหนักซะจนกลับมาก็แทบไม่มีแรงทำงานต่อ คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องไปทรมานตัวเองกันขนาดนั้น จริงอยู่โดยส่วนตัวผมพิสมัยการท่องเที่ยวที่ต้องลุยหน่อย แต่ถ้าจะให้ต้องเดินก้มหน้างุดๆ เร่งฝีเท้าให้ทันเกับเวลาเพื่อที่จะได้ดูจุดชมวิวหรือน้ำตกหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วยังไม่ได้ทันสัมผัสให้สบายใจก็ต้องเปลี่ยนอริยบทมาเป็นเดินก้มหน้างุดๆเพื่อไปยังจุดต่อไปให้ทัน.... มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะนี่เรากำลังแข่งแรลลี่ และหา RC อยู่หรือเปล่า?? เรามาเที่ยวไม่ใช่เหรอ!!??



โดยปกตินั้นผมไม่ค่อยได้มีโอกาสกินกาแฟตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานเลย คงจะด้วยสาเหตุเดียวคือแค่ลำพังไปทำงานให้ทันเวลาก็ยากเต็มที เวลาที่จะมานั่งจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ในวันนี้การได้นั่งจิบกาแฟยามเช้า ดูข่าวตอนเช้า พร้อมกับมีเพื่อนสนิทคุยด้วยกันนั้น ก็เป็นความสุขใจที่ทำให้กาแฟแก้วนี้มีรสชาติดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว

ดำจะต้องไปทำงานก่อนเวลาที่รถทัวร์จะออกพอสมควร ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องให้ดำลำบากขับรถไปส่งที่ท่ารถ ส่วนเรื่องหารถที่จะพาผมไปที่ท่ารถนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมสักเท่าใดนักเพราะเมื่อวานก็นั่งสองแถววนไปวนมาในตัวเมืองจะพอจะคุ้นทาง คุ้นสายรถดีพอสมควร ผมจึงเลือกที่จะเดินมาส่งดำขึ้นรถไปทำงาน แล้วก็แวะเดินเล่นหาอาหารเช้ากิน

ก่อนออกจากหอดำผมตรวจดูสิ่งของที่สำคัญๆเป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะพาสปอร์ตและเงิน พร้อมๆกับหาที่ๆเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้เจ้าสองสิ่งนี้อยู่ เพราะเมื่อใดที่เราทำมันหายไปตอนอยู่ที่นุ่น..... ไม่อยากจะคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ซึ่งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางข้ามประเทศสักที (เข้าใจว่ารอกันมานานแล้ว ^^)

ค่าเดินทางจากขนส่งอุบลไปปากเซนั้นอยู่ที่ 200 บาทครับ โดยเวลาซื้อนั้นต้องแสดงพาสปอร์ตหรือหนังสือผ่านทางให้พนักงานขายตั๋วดูครับเพื่อยืนยันว่าเราสามารถข้ามประเทศได้

เสียงเครื่องยนต์ดัง ล้อเริ่มหมุนเพื่อย้ายกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมที่บรรทุกชีวิตไปในทางที่เขาเลือกเดิน บางชีวิตเป็นการจากลา บางชีวิตเป็นการกลับไปพบหน้าค่าตาคนอันเป็นที่รัก บางชีวิตอุดมไปด้วยความฝันความหวังต่อสิ่งที่จะเจอข้างหน้า และบางชีวิตยังคงวิตกกังวลต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น... (เอ่อ... ผมเอง -__-'')


ดวง
20071111 21:49
 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.