เคยให้เงินขอทานไหมครับ?
ผมเพิ่งให้เงินขอทานไปเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากไม่เคยให้เป็นเวลานานพอสมควร...
ถ้าจะย้อนไปเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวกับขอทานของผมนั้น คงเริ่มต้นตอนสมัยยังเป็นนักเรียนประถมอยู่ครับ โดยตอนนั้นถ้าผมเจอขอทาน ผมก็จะให้บ้าง ตามแต่อารมณ์ แต่ก็จะมียายขอทานอยู่คนหนึ่ง แกมีฐานที่มั่นประจำอยู่บนสะพานลอยปากซอยโรงเรียนผม ซึ่งผมต้องข้ามไปกลับทุกวัน ผมจำได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าแกเป็นขอทานสักเท่าไร กลับรู้สึกว่าแกเป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่า อาจเพราะรอยยิ้มที่เป็นมิตรและอบอุ่นของแก ด้วยความรู้สึกของผมต่อแกอย่างนั้น ทำให้แกเป็นขอทานคนแรกและคนเดียวในชีวิตผม ที่ผมผูกปิ่นโตด้วย คือผมจะให้เงินแกทุกวันตามแต่ที่ผมจะมี ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะสมัยนั้นผมได้เงินไปโรงเรียนวันละสิบกว่าบาท กินข้าว กินขนมก็เหลือแค่บาทสองบาทเก็บเอาไว้ให้แก ผมให้เป็นประจำถึงขนาดว่า เมื่อแกเห็นผมปุ๊บ แกก็จะยิ้มทักทายมาแต่ไกลอย่างเป็นมิตรทุกครั้ง
หลังจากผมจบประถม เส้นทางไปโรงเรียนของผมก็ได้เปลี่ยนไป...ผมไม่ได้ได้ขึ้นสะพานลอยนั้นอีกประมาณปีกว่าๆ ซึ่งเมื่อขึ้นไปอีกทีผมก็ไม่พบแกแล้วพร้อมๆ กับไม่ค่อยเจอขอทานอีก..... จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย
หลังจากเรียนจบ ผมได้เริ่มงานที่บริษัทฯ แถวสีลมครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมเปรียบ สีลมนั้นก็ดั่งเป็นสาขาหนึ่งของพรรคกระยาจก โดยน่าจะมี Headquarter อยู่ที่อนุสาวรีย์ชัย เนื่องจากผมไม่ค่อยได้เจอขอทานเป็นเวลานาน ทำให้ผมประสบกับปัญหาหนึ่งเวลาเจอขอทานคือ ผมควรให้เงินขอทานหรือไม่ ปัญหานี้ค่อนข้างใหญ่สำหรับผมครับ....
สำหรับคนอ่านที่อาจนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ได้อย่างไร คืออย่างนี้ครับ ตอนนั้นเวลาผมจะให้เงินขอทาน ผมจะดูว่าเค้าจะเป็นขอทานที่ต้องการเงินเลี้ยงชีพ หรือเป็นขอทานที่ต้องการเงินเพื่อสร้างฐานะ เพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่ผมกลับพบว่าแนวทางนี้ไม่ง่ายในการปฏิบัติเลย เพราะเมื่อผมลงจากบันไดรถไฟฟ้าเวลาไปทำงาน ผมก็จะเจอยายคนนึง ซึ่งอายุน่าจะสักหกสิบได้ บวกกับหน้าตาน่าสงสารของแก จึงเหมาะแก่การให้มาก แต่เมื่อดูที่มือแกก็พบว่าจำนวนเงินที่ได้นั้นสามารถสร้างฐานะได้ทีเดียว ผมจึงตัดสินใจไม่ให้แก แต่กลับรู้สึกผิดในใจเวลาแกมองมา ถัดมาผมก็จะเจอวนิพกพร้อมเครื่องดนตรีต่างๆ แยกกันเป็นวงๆ บ้างเป็นสากล บ้างเป็นดนตรีไทย บ้างเป็นคลาสสิก และบ้างเป็นเพียงเศษไม้หรือกะลา เล่นใกล้ๆกันและพร้อมกัน ซึ่งมันทำให้ฟังไม่ออกว่ามันเพราะหรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะโดยรวมแล้วก็น่าให้ตังค์อีกเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้ขอเฉยๆ เล่นดนตรีแลกด้วย แต่ถ้าผมให้ผมก็ไม่ควรแยกให้เป็นรายๆ ไป เพราะเขาก็เล่นดนตรีแลกเงินเหมือนกัน และเล่นฟังไม่รู้ว่าเพราะหรือไม่ เหมือนกัน แต่จากการนับจำนวนวงดนตรีแล้ว ผมพบว่ามันสามารถเปิดมหกรรมคอนเสิร์ตได้สบายๆ และถ้าผมให้ ผมก็คงหมดตูดแน่นอน ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไม่ให้ ซึ่งก็หมายความว่าไม่ให้ทั้งหมด พอเดินมาอีกผมก็จะพบขอทานอีกเรื่อยๆ ตามรายทางเป็นระยะๆ ให้ผมวิเคราะห์ว่าผมควรจะให้หรือไม่ให้ ผมพบว่าแนวทางนี้ทำผมเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์และประเมินขอทานมาก และยิ่งเป็นสีลมที่อุดมไปด้วยขอทานหลากหลายแบบแล้ว ยิ่งทำให้ผมเสียเวลาและงงมากเกินความจำเป็น
ด้วยเหตุนี้ผมก็สรุปว่าผมควรจะต้องมีหลักง่ายๆ อะไรสักอย่างในการยึดตัดสินใจ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการประเมิน คิดไปคิดมา ก็ได้ทางออก โดยผมกำหนดขึ้นมาว่า ผมจะให้กับขอทานที่ดูแล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น เพราะขอทานประเภทนี้ไม่มีทางที่จะหาเงินได้โดยวิธีอื่นเลย นอกจากขอเงิน ดังนั้นจึงสมควรได้รับเงินสนับสนุนการดำรงชีวิตจากผม และอีกอย่างคือการมองว่าใครช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มันง่ายมาก ดังนั้นแล้วขอทานที่สามารถเคลื่อนที่ไปใหนมาใหนได้อย่างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเดินโดยใช้ขาเทียม หรือการเคลื่อนที่แบบแนวนอนไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ ผมจะถือว่าแข็งแรงดี ไม่ควรต้องช่วยเหลือ เพราะถ้าให้ผมนอนแล้วไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ อย่างแก ผมก็ทำไม่ได้ มันจำเป็นต้องใช้แรงมากทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าแกจะร้องโอดโอย ครวญครางแค่ใหน แต่ตราบใดที่แกยังคงไถลไปกับพื้นไปมาอย่างเชี่ยวชาญ แกก็จะไม่มีวันได้ตังค์ผมแน่นอน
ผมพบว่าวิธีนี้เจ๋งมาก เพราะทำให้ผมไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหน้าคิดหลังอะไรมากมาย ถ้าผ่านเกณฑ์ก็เอาตังค์ไปเลย ผมใช้วิธีนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมไปวัดกับครอบครัว และที่วัดนั้นผมไม่แน่ใจว่าโดนนิวเคลียร์ลงหรือไม่ เพราะพบว่ามีขอทานที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากมาย ผมได้แต่อุทานในใจว่า "โอ้โห....นี่ถ้าตูให้หมด ตูต้องลงไปขอทานด้วยแหงมๆ" สรุปว่าวันนั้นผมต้องยกเลิกการปฏิบัติตามธรรมเนียมส่วนตัวที่ตั้งไว้ แล้วผมก็ดันคิดได้อีกว่า "ในเมื่อแกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วใครพาแกมาวะ" เมื่อคิดต่อ "มันต้องมีคนพามา แล้วไอ้คนนั้น มันก็ต้องแข็งแรงดีนี่หว่า ถึงพาแกมาได้" ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมานั่งกลุ้มใหม่ว่าจะทำยังไงดี หลักที่ยึดไว้ก็ไม่เวิร์คแล้ว แล้วหลักใหม่ควรจะเป็นอย่างไร คิดไปคิดมาผมก็พบว่า ผมเสียเปรียบขอทานเต็มประตู เนื่องจากความไม่สมมาตรของการเปิดเผยข้อมูล คือขอทานจะรู้ว่ายังไงเราก็มีเงินให้เค้าแน่นอน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าขอทานคนนั้นต้องการเงินเราเพื่อเลี้ยงชีพหรือสร้างฐานะ แน่นอนผมไม่สามารถที่จะทำให้ขอทานเปิดเผยออกมาได้ว่า เงินที่ได้จากเราจะไปใหน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาทั้งหมดผมจึงบอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ให้ขอทานคนใหนทั้งสิ้น
แล้วการตัดสินใจอย่างนี้ ก็นำผมไปสู่รูปแบบการตื้อของขอทานหลายประเภท โดยที่ทั้งหมดแล้วเป็นขอทานกองหน้า คือมีหน้าที่รุกอย่างเดียวไม่มีการตั้งรับ และเกือบทุกครั้งมักจะรุกตอนที่ผมกำลังกินข้าวอยู่ ยิ่งผมไม่ให้ก็จะยิ่งตื้อไม่ยอมไปใหน -*-
แต่โดยรวมก็ถือว่าสนุกครับอาจด้วยนิสัยชอบสังเกตและขี้เล่นของผม ทำให้พอจะสรุปขอทานกองหน้าออกมาได้เป็นประเภทๆ ดังนี้
ประเภทเบสิก ที่จะเป็นเด็กๆ หรือยายแก่ๆ ทำสายตาออดอ้อนน่าสงสาร หิวมากไม่ได้กินอะไรมาเลยก่อนมาเจอเรา (แน่นอนว่าจะไม่ยอมรับข้าวที่เราจะเลี้ยง)
ถัดมาจะกระเถิบสูงไปอีกหน่อยคือมาพร้อมของชำร่วยต่างๆ นาๆ ในราคาที่แพงกว่าปกติ ประเภทลูกอม ยาดม ทองม้วน และอีกมากมาย โดยเฉพาะท้องม้วนที่ผมมักจะสงสัยว่า ถ้าหิวทำไมยายไม่แกะทองม้วนของยายกินหล่ะครับ? หรือว่ายายถือคติไม่นำอัฐยายซื้อขนมยาย?
หรือจะเป็นเชิงรุกแบบพิการพูดไม่ได้ ที่มักจะมาพร้อมกับป้ายบอกความในใจ ซึ่งก็ไปกระตุ้นต่อมนิสัยเสียของผม ที่ชอบพิสูจน์อีกว่าพูดไม่ได้จริงหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้วคนใบ้จะหูหนวกด้วย ผมก็จะลองแหย่โดยพูดอำแบบขำๆ สักอย่าง แล้วคอยดูปฏิกิริยา ซึ่งถ้าหัวเราะหรือยิ้มก็เสร็จผม แน่นอนผมมักจะแพ้ เพราะเค้ามักไม่หลุดออกมา(ไม่แน่ใจว่ามุขผมฝืดหรือเปล่า?) ที่ผมบอกว่าหลุดนั้น ผมเชื่อว่าเค้าไม่ได้ใบ้จริงๆ เนื่องจากเท่าที่ผมลองสังเกตคนใบ้จริงๆดู คนพวกนี้เค้าจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนที่รวดเร็วกว่าคนปกติ คงด้วยความที่เค้าต้องใช้ภาษามือ ดังนั้นเค้าจึงต้องมีการเคลื่อนไหวส่วนบนอยู่ตลอดเวลาที่พูดคุย และมันทำให้เค้าเคลื่อนไหวได้เร็วโดยที่เค้าอาจไม่รู้ตัว แต่ขอทานที่มาพร้อมป้ายส่วนใหญ่นั้น มักจะเฉื่อยๆ เนือยๆ ผิดวิสัยคนใบ้ทั่วไป... อันนี้เป็นข้อสรุปส่วนตัวผมเอง ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้
หรือจะเป็นประเภทขอทานระดับเทพ คือนอกจากจะทำท่าทางให้น่าสงสารแล้ว ยังทุ่มทุนสร้างแบบที่คาดไม่ถึง คือวันนั้นผมไปเดินที่ใหนสักที่ แล้วก็มีผู้หญิงเดินเข้ามาขอเงิน ผมก็บอกไปตามปกติว่าให้ไม่ได้ แต่แล้ว.... เธอก็คุกเข่าลงต่อหน้า แล้วใส่อารมณ์พจมาน ร้องไห้ ฟูมฟายทันที เจออย่างนี้ผมก็เหวอเหมือนกัน แล้วก็ได้แต่คิดในใจ "เวรหล่ะสิ เอากันอย่างนี้เลยเหรอ?" ผมตกใจได้เพียงห้าวินาทีแล้วผมก็พบว่า ผมได้ให้เงินเธอไปแล้ว.... เหนือชั้นจริงๆ
ถัดมาเป็นขอทานประเภทรุกดุดัน ไม่กลัวใบแดงใบเหลือง...
จำได้ว่าวันนั้นผมกำลังยืนอ่านข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่แผงหนังสือหนึ่งแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ และขณะกำลังอ่านเล่มนุ้นเล่มนี้อย่างเพลิดเพลิน ก็มีอะไรสักอย่างมากระแทกที่หลังผมอย่างแรง เนื่องจากผมเป็นคนตัวค่อนข้างใหญ่ แรงที่ทำให้ผมรู้สึกว่าถูกกระแทกนั้นย่อมไม่ธรรมดา ในตอนแรกนั้นผมคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนทัก แต่ก็ลังเลเพราะผมไม่เคยโดยเพื่อนทักแรงอย่างนี้มาก่อน ผมจึงหันไปดู ปรากฏว่าสิ่งที่กระแทกผมนั้นเป็นมือของป้าคนนึง ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแบมือขอตังค์อยู่ แล้วแกก็พูดว่า "ขอตังค์ๆๆ" จำได้ว่าผมโมโหมาก เพราะป้าแข็งแรงอย่างนี้ยังจะขอตังค์อีก ด้วยความที่อารมณ์ขึ้น ผมจึงตอบแกไปอย่างห้วนๆว่า "ไม่ให้!!" แล้วก็เดินหนีแกทันที ปรากฏว่าแกดึงแขนเสื้อผมไว้ครับ ด้วยความที่แกแรงเยอะมากทำให้ตอนก้าวออกมาผมจึงไม่หลุดจากแรงดึงแก ผมยิ่งโมโหใหญ่ คิดในใจว่า "อย่างนี้แบกข้าวสารได้สบาย ยังมาขอตังค์อีก" แล้วก็สะบัดแขนแรงๆ เพื่อให้หลุดจากแก แล้วเดินไปเลย ผมมานั่งคิดหลังจากนั้นว่า ถ้าคนที่โดนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จะเจ็บขนาดใหน แล้วจะหนีแกพ้นอย่างที่ผมทำได้หรือเปล่า เลยเถิดไปถึงเรื่องว่า แกเอาเงินที่ได้ไปเข้าฟิตเนสป่าววะ ??
ที่จริงผมยังมีขอทานที่อยากจะเล่าอีกหลายรูปแบบทีเดียว แต่เห็นว่าพิมพ์มาเยอะแล้ว ดังนั้นถ้าแบ่งเป็นอีกตอนน่าจะทำให้อ่านกันได้ง่ายกว่า ผมจึงขอยกยอดที่เหลือไว้คราวหน้าอีกตอนนะครับ คงไม่ว่ากัน ^^
20090220 1:32
ดวง
Friday, February 20, 2009
Wednesday, December 10, 2008
เดินทางไปกับ ไออุ่น#3
สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมไปกับคาราวานไออุ่นมาครับ
ไออุ่นในที่นี้เป็นคนละไออุ่นกับที่ผมเขียนในบล๊อค แต่คล้ายกันในแง่ของน้ำใจที่รู้สึกได้
เป็นไออุ่นที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่งนาม "ชมลมชมไทย" ที่ตั้งใจจะปันโอกาส ปันน้ำใจ ปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่อยู่ห่างไกล
เป็นไออุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งจะว่าโดยบังเอิญก็น่าจะใช่ ที่ผมเริ่มเขียน "ไออุ่น...ลาวใต้" เมื่อสองปีที่แล้วเช่นกัน...
แต่คงไม่บังเอิญที่ไออุ่นของ "ชมลมชมไทย" จะสำเร็จลุล่วงผ่านไปถึงสามครั้ง ด้วยความตั้งใจของสมาชิก แต่ไออุ่นของผมยังไม่ข้ามไปลาวสักที
ไออุ่นในปีนี้ไปที่บ้านดงนา จังหวัดอุบลครับ โดยมีกิจกรรมเป็นการตรวจสุขภาพ สอนหนังสือ และสร้างห้องสมุด ให้กับชุมชนและเด็กๆ
โอกาสดีๆ มักผ่านมาหาเราเสมอ ถ้าเราไม่ปิดที่จะรับมัน...
ผมรู้สึกบ่อยครั้งว่า โชคดีมาก ที่ผมมักมีคนรู้จัก ที่ดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ
คนดีๆ มักพาโอกาสดีๆ เข้ามาเช่นกัน...
ผมตอบรับร่วมเดินทางไปด้วยแทบจะทันที ที่น้องที่ทำงานชวนไปกับไออุ่น แม้ว่าจะไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากมายนักก็ตาม
ครั้งล่าสุดที่ผมออกค่าย คือมอหก ถือว่าเด็กทีเดียวสำหรับการออกค่ายอาสา
ออกค่ายครั้งนั้น...ผมไปด้วยความคึกคะนองแบบเด็กๆ
ผมไปในฐานะคนเมืองที่อุดมไปด้วยโอกาส และความพร้อมสรรพทางด้านปัจจัย
และผมไปพร้อมกับความเชื่อ ความเข้าใจต่อชนบท อย่างไร้เดียงสา
ประเด็นสุดท้าย เป็นจุดที่ทำให้ผมยังคงกล่าวโทษตัวเองในปัจจุบัน...
เพราะครั้งนั้น...ผมเชื่อว่าผมไปในฐานะผู้ให้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า ผมมองคนอย่างเห็นใจ อย่างคนที่อยู่สูงกว่ามอง
ผมตื่นเต้นกับการได้มาเหยียบย่างชนบท ตื่นเต้นกับการมองวิถีชาวบ้านโดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก
และตีความการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ด้วยทัศนคติ ความเชื่อแบบคนเมือง
กว่าความคิดผมจะเปลี่ยนจากการเป็นคนเมือง มองคนชนบทอย่างผู้ด้อยโอกาส ที่รอเราไปมอบให้ มาเป็นเคารพและนับถือ และร่วมแบ่งปันซึ่งกันและกัน ก็กินเวลานานหลายปี
อีกทั้งภายหลัง ผมยังนับว่า ผมยังคงติดหนี้บุญคุณจากเงินภาษีของคนไทย ที่ส่งผมให้เรียนจบปริญญา
ความตั้งใจที่จะร่วมแบ่งปัน ร่วมจับมือ กอดคอเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม จึงอยู่ในใจผมเรื่อยมา...
ผมเคารพในภูมิปัญญา ที่ปราศจากปริญญา
ผมนับถือความสามารถในการดำรงชีวิต ที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ และโอกาสที่มากมายอย่างที่คนเมืองมี
เมื่อโอกาสอำนวย ผมจึงอยากจะแก้ตัว ไปแบ่งปันซึ่งกันและกัน...
ไปแบ่งปันในสิ่งที่เรามี ไปให้ชาวบ้านสอนผมให้เข้าใจดีกว่านี้ และไปพร้อมกับความเคารพและนับถือ...
แม้ว่าการออกค่ายครั้งนี้ ผมจะยังทำไม่ได้เท่าที่อยากทำ และยังไม่เท่าที่ชาวบ้านสอนผมผ่านน้ำใจ ผ่านการดำรงชีวิต และช่วยให้ผมได้พบว่า ในหลายๆ เรื่อง ผมยังคงเผลอมองและทึกทักไปเอง โดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง แต่ผมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่ดี...
ผมคงต้องขอบคุณน้องๆที่ออฟฟิศ ที่ส่งโอกาสดีๆมาให้ ทำให้ผมได้พบกับมิตรดีๆ อีกกว่าร้อยคน ได้เห็นน้ำใจ ได้เห็นความตั้งใจ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และได้ช่วยให้ผมได้เริ่มนับหนึ่ง...ในครั้งนี้

ดวง
20081210 3:04
ไออุ่นในที่นี้เป็นคนละไออุ่นกับที่ผมเขียนในบล๊อค แต่คล้ายกันในแง่ของน้ำใจที่รู้สึกได้
เป็นไออุ่นที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่งนาม "ชมลมชมไทย" ที่ตั้งใจจะปันโอกาส ปันน้ำใจ ปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่อยู่ห่างไกล
เป็นไออุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งจะว่าโดยบังเอิญก็น่าจะใช่ ที่ผมเริ่มเขียน "ไออุ่น...ลาวใต้" เมื่อสองปีที่แล้วเช่นกัน...
แต่คงไม่บังเอิญที่ไออุ่นของ "ชมลมชมไทย" จะสำเร็จลุล่วงผ่านไปถึงสามครั้ง ด้วยความตั้งใจของสมาชิก แต่ไออุ่นของผมยังไม่ข้ามไปลาวสักที
ไออุ่นในปีนี้ไปที่บ้านดงนา จังหวัดอุบลครับ โดยมีกิจกรรมเป็นการตรวจสุขภาพ สอนหนังสือ และสร้างห้องสมุด ให้กับชุมชนและเด็กๆ
โอกาสดีๆ มักผ่านมาหาเราเสมอ ถ้าเราไม่ปิดที่จะรับมัน...
ผมรู้สึกบ่อยครั้งว่า โชคดีมาก ที่ผมมักมีคนรู้จัก ที่ดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ
คนดีๆ มักพาโอกาสดีๆ เข้ามาเช่นกัน...
ผมตอบรับร่วมเดินทางไปด้วยแทบจะทันที ที่น้องที่ทำงานชวนไปกับไออุ่น แม้ว่าจะไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากมายนักก็ตาม
ครั้งล่าสุดที่ผมออกค่าย คือมอหก ถือว่าเด็กทีเดียวสำหรับการออกค่ายอาสา
ออกค่ายครั้งนั้น...ผมไปด้วยความคึกคะนองแบบเด็กๆ
ผมไปในฐานะคนเมืองที่อุดมไปด้วยโอกาส และความพร้อมสรรพทางด้านปัจจัย
และผมไปพร้อมกับความเชื่อ ความเข้าใจต่อชนบท อย่างไร้เดียงสา
ประเด็นสุดท้าย เป็นจุดที่ทำให้ผมยังคงกล่าวโทษตัวเองในปัจจุบัน...
เพราะครั้งนั้น...ผมเชื่อว่าผมไปในฐานะผู้ให้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า ผมมองคนอย่างเห็นใจ อย่างคนที่อยู่สูงกว่ามอง
ผมตื่นเต้นกับการได้มาเหยียบย่างชนบท ตื่นเต้นกับการมองวิถีชาวบ้านโดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก
และตีความการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ด้วยทัศนคติ ความเชื่อแบบคนเมือง
กว่าความคิดผมจะเปลี่ยนจากการเป็นคนเมือง มองคนชนบทอย่างผู้ด้อยโอกาส ที่รอเราไปมอบให้ มาเป็นเคารพและนับถือ และร่วมแบ่งปันซึ่งกันและกัน ก็กินเวลานานหลายปี
อีกทั้งภายหลัง ผมยังนับว่า ผมยังคงติดหนี้บุญคุณจากเงินภาษีของคนไทย ที่ส่งผมให้เรียนจบปริญญา
ความตั้งใจที่จะร่วมแบ่งปัน ร่วมจับมือ กอดคอเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม จึงอยู่ในใจผมเรื่อยมา...
ผมเคารพในภูมิปัญญา ที่ปราศจากปริญญา
ผมนับถือความสามารถในการดำรงชีวิต ที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ และโอกาสที่มากมายอย่างที่คนเมืองมี
เมื่อโอกาสอำนวย ผมจึงอยากจะแก้ตัว ไปแบ่งปันซึ่งกันและกัน...
ไปแบ่งปันในสิ่งที่เรามี ไปให้ชาวบ้านสอนผมให้เข้าใจดีกว่านี้ และไปพร้อมกับความเคารพและนับถือ...
แม้ว่าการออกค่ายครั้งนี้ ผมจะยังทำไม่ได้เท่าที่อยากทำ และยังไม่เท่าที่ชาวบ้านสอนผมผ่านน้ำใจ ผ่านการดำรงชีวิต และช่วยให้ผมได้พบว่า ในหลายๆ เรื่อง ผมยังคงเผลอมองและทึกทักไปเอง โดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง แต่ผมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่ดี...
ผมคงต้องขอบคุณน้องๆที่ออฟฟิศ ที่ส่งโอกาสดีๆมาให้ ทำให้ผมได้พบกับมิตรดีๆ อีกกว่าร้อยคน ได้เห็นน้ำใจ ได้เห็นความตั้งใจ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และได้ช่วยให้ผมได้เริ่มนับหนึ่ง...ในครั้งนี้

ดวง
20081210 3:04
Wednesday, October 22, 2008
ลูกบ้านใหม่จากงานหนังสือ
ตามธรรมเนียมปฎิบัติ ;-)
วิทยาศาสตร์
ฟายน์แมน อัจฉริยะโลกฟิสิกส์ ("SURELY YOU RE JOKING MR.FEYNMAN!") ผู้แต่ง : Richard P. Feynman ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เรื่องของเวลา (A MATTER OF TIME) ผู้แต่ง : SCIENTIFIC AMERICAN ผู้แปล : ปิยบุตร บุรีคำ,ดร. จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ควอนตัมจักรวาลใหม่ (The New Quantum Universe) ผู้แต่ง : Tony Hey, Patrick Walters ผู้แปล : พิเชษฐ กิจธารา จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เศรษฐศาสตร์
นายธนาคารเพื่อคนจน (VERS UN MONDE SANS PAUVRETE) ผู้แต่ง : MUHAMMAD YUNUS ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
นักสืบเศรษฐศาสตร์ ผู้แต่ง : Tim Harford ผู้แปล : อรนุช อนุศักดิ์เสถียร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ทุนนิยมที่มีหัวใจ ผู้แต่ง : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : openbooks
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ (Sait : A World History) ผู้แต่ง : Mark Kurlansky ผู้แปล : เรืองชัย รักศรีอักษร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
การเมือง
CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว ผู้แต่ง :ปกป้อง จันวิทย์ จัดพิมพ์โดย : openbooks
ภาพยนต์
แฟนฉัน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
ท่องเที่ยว
คู่มืออันดามัน : ปลาแนวปะการัง ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร. ,อนุวัต สายแสง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คู่มืออันดามัน : ปะการัง พังงา สึนามิ ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร.,ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คินาบาลู บอร์เนียวเหนือ ผู้แต่ง : เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์
ประวัติ บุคคล/องค์กร/บริษัท
The Search ผู้แต่ง : John Battelle ผู้แปล : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้แต่ง : ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จัดพิมพ์โดย : แสงดาว
บทความ/เรื่องสั้น
ไฮเทคาถาปาฏิหาริย์ ผู้แต่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผู้แต่ง : ปราบดา หยุ่น จัดพิมพ์โดย : openbooks
ดวง
20081022 15:53
วิทยาศาสตร์
ฟายน์แมน อัจฉริยะโลกฟิสิกส์ ("SURELY YOU RE JOKING MR.FEYNMAN!") ผู้แต่ง : Richard P. Feynman ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เรื่องของเวลา (A MATTER OF TIME) ผู้แต่ง : SCIENTIFIC AMERICAN ผู้แปล : ปิยบุตร บุรีคำ,ดร. จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ควอนตัมจักรวาลใหม่ (The New Quantum Universe) ผู้แต่ง : Tony Hey, Patrick Walters ผู้แปล : พิเชษฐ กิจธารา จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เศรษฐศาสตร์
นายธนาคารเพื่อคนจน (VERS UN MONDE SANS PAUVRETE) ผู้แต่ง : MUHAMMAD YUNUS ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
นักสืบเศรษฐศาสตร์ ผู้แต่ง : Tim Harford ผู้แปล : อรนุช อนุศักดิ์เสถียร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ทุนนิยมที่มีหัวใจ ผู้แต่ง : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : openbooks
ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ (Sait : A World History) ผู้แต่ง : Mark Kurlansky ผู้แปล : เรืองชัย รักศรีอักษร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
การเมือง
CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว ผู้แต่ง :ปกป้อง จันวิทย์ จัดพิมพ์โดย : openbooks
ภาพยนต์
แฟนฉัน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
ท่องเที่ยว
คู่มืออันดามัน : ปลาแนวปะการัง ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร. ,อนุวัต สายแสง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คู่มืออันดามัน : ปะการัง พังงา สึนามิ ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร.,ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คินาบาลู บอร์เนียวเหนือ ผู้แต่ง : เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์
ประวัติ บุคคล/องค์กร/บริษัท
The Search ผู้แต่ง : John Battelle ผู้แปล : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้แต่ง : ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จัดพิมพ์โดย : แสงดาว
บทความ/เรื่องสั้น
ไฮเทคาถาปาฏิหาริย์ ผู้แต่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผู้แต่ง : ปราบดา หยุ่น จัดพิมพ์โดย : openbooks
ดวง
20081022 15:53
Wednesday, April 9, 2008
สัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี
ผ่านไปอีกครั้งกับสัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี ที่ครั้งนี้ทรัพย์ที่สูญไปถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ...
หนังสือใหม่ออกไม่เยอะ เวลาเดินน้อย งานเยอะ เวลาอ่านน้อย หนังสือค้างรออ่านเยอะ ตังค์น้อย เป็นเหตุที่ได้ผลออกมาเป็นรายชื่อหนังสือด้านล่าง
"เดินเข้างานอย่างมีสติ เลือกซื้ออย่างมีสติ เล่มใหนไม่โดนใจมากไว้ซื้อในงานปลายปี" เป็นสโลแกนที่เตรียมปฏิบัติสำหรับงานครั้งนี้
สรุป ทำตามสโลแกนได้เพียงบูทเดียวคือสารคดี พอเข้าบูทโอเพนเริ่มจิตหลุดแล้วก็ซื้อๆๆๆ จนเลิกงานพร้อมๆกับตังค์ที่เตรียมไปหมดพอดี นับว่าโชคดีด้วยที่ไปถึงงานก็มืดแล้ว เดินได้เพียงชั่วโมงกว่าๆงานก็เลิก ทำให้ไม่เผลอเดินไปกดตังค์ออกมาซื้อต่อ...
หอบหิ้วกลับมาบ้าน ก็พบว่าชั้นหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีเต็มอีกแล้ว...(อาไรวะเนี่ย!!!) จำต้องเอามาวางกองๆไว้ข้างๆที่นอนเป็นหนังสือไร้บ้านไปก่อน ที่จริงที่จะยัดเข้าไปก็พอมีแต่ชั้นที่ทำจากไม้นั้นมันเริ่มแอ่นๆแล้ว เกรงว่าถ้าดึงดันยัดเข้าไปมันจะหักพังลงมาทั้งหมด ซึ่งจะพาลพาเล่มอื่นๆไร้บ้านไปด้วย จะซื้อชั้นใหม่ก็คงไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ไอ้ชั้นล่าสุดนั้นแบกตอนกำลังฟิตๆ ขึ้นห้องผม(ชั้น4) ยังเหนื่อยชิบหา* ตอนนี้หายห่วง ไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากกก วันๆออกแต่แรงนิ้ว กล้ามเนื้อ(ที่เคยมีบ้าง)ก็เหี่ยวฟีบลง ไขมันเข้ามาแทนที่เยอะขึ้น ขืนแบกคงตายอยู่ชั้นสองเป็นแน่แท้...
้เอาเป็นว่านี่คือเหล่าหนังสือสมาชิกใหม่ผู้ไร้บ้าน ซึ่งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถหยิบยืม(เช่นเคย)อันจะนำไปเป็นประโยชน์แก่อารมณ์ จิตใจ และปัญญาแก่ตัวท่านในภายภาคหน้าได้ วิธีการหยิบยืมและหาบ้านให้สมาชิกผู้ไร้บ้านเหล่านี้ก็เหมือนเดิม เพียงท่านเอ่ยปากต่อหน้าหรือลับหลังท่านก็จะได้ไปประดับกระเป๋าของท่านให้มีน้ำหนักสมแรงที่ท่านมี แต่ช้าก่อน...ถ้าท่านโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ท่านจะได้ขี้ฝุ่นติดหนังสือเป็นที่ระลึกไปฟรีๆ (โทรมาเร็วเกิน...เช็ดให้ไม่ทัน ^^)
1.)โลกนี้มันช่างยีสต์,แทนไท ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
2.)บันทึกการไปเยือนเทือกเขาหยูหลงและต้นน้ำแยงซี,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
3.)วันที่ถอดหมวก,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
4.)เพลงคนบ้า,ศักดิ์สิริ มีสมสืบ,สำนักพิมพ์สามัญชน
5.)บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงษ์,สำนักพิมพ์มติชน
6.)sex and the english language 1,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)sex and the english language 2,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)วานปีศาจตอบ,รงค์ วงศ์สวรรค์,สำนักพิมพ์มติชน
9.)แพนด้า,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์โอเพ่น
10.)อย่างน้อยที่สุด,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
11.)การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองลาว,สุรชัย ศิริไกร,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.)ความรุนแรงในสายหมอก,ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศและสงครามการค้า,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)แผ่นดินจินตนาการ,ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,สำนักพิมพ์มติชน
15.)สเต็มเซลล์,ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์,สำนักพิมพ์สารคดี
16.)เศรษฐกิจต้องรู้,ศุภวุฒิ สายเชื้อ,สำนักพิมพ์มติชน
17.)จักรวาลของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
18.)เงาฅนบนรอยซาย,มล. ปริญญากร วรวรรณ,สำนักพิมพ์สารคดี
ดวง
20080414 23:13
หนังสือใหม่ออกไม่เยอะ เวลาเดินน้อย งานเยอะ เวลาอ่านน้อย หนังสือค้างรออ่านเยอะ ตังค์น้อย เป็นเหตุที่ได้ผลออกมาเป็นรายชื่อหนังสือด้านล่าง
"เดินเข้างานอย่างมีสติ เลือกซื้ออย่างมีสติ เล่มใหนไม่โดนใจมากไว้ซื้อในงานปลายปี" เป็นสโลแกนที่เตรียมปฏิบัติสำหรับงานครั้งนี้
สรุป ทำตามสโลแกนได้เพียงบูทเดียวคือสารคดี พอเข้าบูทโอเพนเริ่มจิตหลุดแล้วก็ซื้อๆๆๆ จนเลิกงานพร้อมๆกับตังค์ที่เตรียมไปหมดพอดี นับว่าโชคดีด้วยที่ไปถึงงานก็มืดแล้ว เดินได้เพียงชั่วโมงกว่าๆงานก็เลิก ทำให้ไม่เผลอเดินไปกดตังค์ออกมาซื้อต่อ...
หอบหิ้วกลับมาบ้าน ก็พบว่าชั้นหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีเต็มอีกแล้ว...(อาไรวะเนี่ย!!!) จำต้องเอามาวางกองๆไว้ข้างๆที่นอนเป็นหนังสือไร้บ้านไปก่อน ที่จริงที่จะยัดเข้าไปก็พอมีแต่ชั้นที่ทำจากไม้นั้นมันเริ่มแอ่นๆแล้ว เกรงว่าถ้าดึงดันยัดเข้าไปมันจะหักพังลงมาทั้งหมด ซึ่งจะพาลพาเล่มอื่นๆไร้บ้านไปด้วย จะซื้อชั้นใหม่ก็คงไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ไอ้ชั้นล่าสุดนั้นแบกตอนกำลังฟิตๆ ขึ้นห้องผม(ชั้น4) ยังเหนื่อยชิบหา* ตอนนี้หายห่วง ไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากกก วันๆออกแต่แรงนิ้ว กล้ามเนื้อ(ที่เคยมีบ้าง)ก็เหี่ยวฟีบลง ไขมันเข้ามาแทนที่เยอะขึ้น ขืนแบกคงตายอยู่ชั้นสองเป็นแน่แท้...
้เอาเป็นว่านี่คือเหล่าหนังสือสมาชิกใหม่ผู้ไร้บ้าน ซึ่งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถหยิบยืม(เช่นเคย)อันจะนำไปเป็นประโยชน์แก่อารมณ์ จิตใจ และปัญญาแก่ตัวท่านในภายภาคหน้าได้ วิธีการหยิบยืมและหาบ้านให้สมาชิกผู้ไร้บ้านเหล่านี้ก็เหมือนเดิม เพียงท่านเอ่ยปากต่อหน้าหรือลับหลังท่านก็จะได้ไปประดับกระเป๋าของท่านให้มีน้ำหนักสมแรงที่ท่านมี แต่ช้าก่อน...ถ้าท่านโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ท่านจะได้ขี้ฝุ่นติดหนังสือเป็นที่ระลึกไปฟรีๆ (โทรมาเร็วเกิน...เช็ดให้ไม่ทัน ^^)
1.)โลกนี้มันช่างยีสต์,แทนไท ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
2.)บันทึกการไปเยือนเทือกเขาหยูหลงและต้นน้ำแยงซี,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
3.)วันที่ถอดหมวก,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
4.)เพลงคนบ้า,ศักดิ์สิริ มีสมสืบ,สำนักพิมพ์สามัญชน
5.)บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงษ์,สำนักพิมพ์มติชน
6.)sex and the english language 1,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)sex and the english language 2,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)วานปีศาจตอบ,รงค์ วงศ์สวรรค์,สำนักพิมพ์มติชน
9.)แพนด้า,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์โอเพ่น
10.)อย่างน้อยที่สุด,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
11.)การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองลาว,สุรชัย ศิริไกร,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.)ความรุนแรงในสายหมอก,ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศและสงครามการค้า,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)แผ่นดินจินตนาการ,ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,สำนักพิมพ์มติชน
15.)สเต็มเซลล์,ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์,สำนักพิมพ์สารคดี
16.)เศรษฐกิจต้องรู้,ศุภวุฒิ สายเชื้อ,สำนักพิมพ์มติชน
17.)จักรวาลของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
18.)เงาฅนบนรอยซาย,มล. ปริญญากร วรวรรณ,สำนักพิมพ์สารคดี
ดวง
20080414 23:13
Sunday, November 11, 2007
ไออุ่นลาวใต้ ตอน 12
อุบล#7
ในเช้าที่อากาศสดใสแต่ใจหมองหม่น....
พูดอย่างไม่อายเลย แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเพียงใด แต่การที่จะต้องเดินทางคนเดียวไปลาวที่ไม่เคยไปมาก่อนก็ทำให้ใจวิตกอยู่ไม่น้อย และยังไม่ทันเข้าลาวก็ไม่วายต้องปรับแผนอีกนิดนึงจนได้ แต่เดิมผมตั้งใจจะข้ามไปลาวด้วยรถโดยสารที่มีให้บริการอยู่ที่ขนส่งจังหวัดในรอบเจ็ดโมง แต่ ณ เวลาเจ็ดโมงที่รถออกนั้นปรากฏว่าผมก็ยังหลับไหลไม่ได้สติอยู่นั่นเอง มองไปที่สาเหตุที่ทำให้นอนตื่นสายก็เห็นแต่ความเพลิดเพลินในการเดินงานกาชาดของจังหวัดจนไม่ได้สนใจเวลา เหนื่อยกลับมาอาบน้ำนอนโดยไม่บอกราตรีสวัสดิ์เจ้าของห้องดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรกเพราะมันยังไม่กลับ แม้จะพยายามฝืนแล้วก็ทนไม่ไหวหลับคาที่นอนมันไปทั้งอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเราอยู่บนที่นอนดำ ส่วนดำนอนบนที่นอนที่เตรียมมาให้ (ขอโทษนะดำนะ ^^'')...
เก้าโมงครึ่งก็เก้าโมงครึ่ง ผมพูดกับตัวเองปลอบใจที่คลาดรถเที่ยวแรกไปนิดเดียว.... เอ่อหมายถึงเวลาตื่นครับที่คลาดกันไปนิดเดียว แต่คงไม่เป็นไรเพราะผมตั้งใจจะนอนปากเซคืนหนึ่งอยู่แล้ว เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมและเดินเล่นไปเรื่อยๆในเมืองก่อนเดินทางลงใต้ไปพักที่ดอนเดช ซึ่งอย่างน้อยก็คงทำให้มีเวลาอยู่ที่นุ่นน้อยลงและข้อมูลที่ได้ก็อาจน้อยลงตามไปด้วย แต่ไม่เป็นไรยังไงก็ไปว่าเอาข้างหน้า
โดยส่วนใหญ่ข้อมูลที่ผมหามานั้น นักท่องเที่ยวจะนิยมต่อรถจากปากเซไปดอนเดชในวันนั้นเลย ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำกันอย่างนั้น ถ้าเป็นไปได้การละเมียดค่อยเป็นค่อยไปกับการเดินทางน่าจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกว่า ไหนๆเราก็ปลีกตัวจากภาระ จากเวลาเข้างาน เลิกงานแล้ว ใยจะต้องเร่งชีวิตให้มันรีบร้อนรนกับการเที่ยวอีก
จากประสบการณ์ หลายครั้งที่ตัวผมเองจะต้องไปเที่ยวแบบ Fast Travel (คล้ายๆกับ Fast Food หน่ะครับ) กับเพื่อนๆ นอกจากจะไม่รู้สึกผ่อนคลายแล้ว เรายังโหมใช้งานร่างกายตัวเองหนักซะจนกลับมาก็แทบไม่มีแรงทำงานต่อ คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องไปทรมานตัวเองกันขนาดนั้น จริงอยู่โดยส่วนตัวผมพิสมัยการท่องเที่ยวที่ต้องลุยหน่อย แต่ถ้าจะให้ต้องเดินก้มหน้างุดๆ เร่งฝีเท้าให้ทันเกับเวลาเพื่อที่จะได้ดูจุดชมวิวหรือน้ำตกหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วยังไม่ได้ทันสัมผัสให้สบายใจก็ต้องเปลี่ยนอริยบทมาเป็นเดินก้มหน้างุดๆเพื่อไปยังจุดต่อไปให้ทัน.... มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะนี่เรากำลังแข่งแรลลี่ และหา RC อยู่หรือเปล่า?? เรามาเที่ยวไม่ใช่เหรอ!!??

โดยปกตินั้นผมไม่ค่อยได้มีโอกาสกินกาแฟตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานเลย คงจะด้วยสาเหตุเดียวคือแค่ลำพังไปทำงานให้ทันเวลาก็ยากเต็มที เวลาที่จะมานั่งจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ในวันนี้การได้นั่งจิบกาแฟยามเช้า ดูข่าวตอนเช้า พร้อมกับมีเพื่อนสนิทคุยด้วยกันนั้น ก็เป็นความสุขใจที่ทำให้กาแฟแก้วนี้มีรสชาติดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว
ดำจะต้องไปทำงานก่อนเวลาที่รถทัวร์จะออกพอสมควร ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องให้ดำลำบากขับรถไปส่งที่ท่ารถ ส่วนเรื่องหารถที่จะพาผมไปที่ท่ารถนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมสักเท่าใดนักเพราะเมื่อวานก็นั่งสองแถววนไปวนมาในตัวเมืองจะพอจะคุ้นทาง คุ้นสายรถดีพอสมควร ผมจึงเลือกที่จะเดินมาส่งดำขึ้นรถไปทำงาน แล้วก็แวะเดินเล่นหาอาหารเช้ากิน
ก่อนออกจากหอดำผมตรวจดูสิ่งของที่สำคัญๆเป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะพาสปอร์ตและเงิน พร้อมๆกับหาที่ๆเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้เจ้าสองสิ่งนี้อยู่ เพราะเมื่อใดที่เราทำมันหายไปตอนอยู่ที่นุ่น..... ไม่อยากจะคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ซึ่งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางข้ามประเทศสักที (เข้าใจว่ารอกันมานานแล้ว ^^)
ค่าเดินทางจากขนส่งอุบลไปปากเซนั้นอยู่ที่ 200 บาทครับ โดยเวลาซื้อนั้นต้องแสดงพาสปอร์ตหรือหนังสือผ่านทางให้พนักงานขายตั๋วดูครับเพื่อยืนยันว่าเราสามารถข้ามประเทศได้
เสียงเครื่องยนต์ดัง ล้อเริ่มหมุนเพื่อย้ายกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมที่บรรทุกชีวิตไปในทางที่เขาเลือกเดิน บางชีวิตเป็นการจากลา บางชีวิตเป็นการกลับไปพบหน้าค่าตาคนอันเป็นที่รัก บางชีวิตอุดมไปด้วยความฝันความหวังต่อสิ่งที่จะเจอข้างหน้า และบางชีวิตยังคงวิตกกังวลต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น... (เอ่อ... ผมเอง -__-'')
ดวง
20071111 21:49
ในเช้าที่อากาศสดใสแต่ใจหมองหม่น....
พูดอย่างไม่อายเลย แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเพียงใด แต่การที่จะต้องเดินทางคนเดียวไปลาวที่ไม่เคยไปมาก่อนก็ทำให้ใจวิตกอยู่ไม่น้อย และยังไม่ทันเข้าลาวก็ไม่วายต้องปรับแผนอีกนิดนึงจนได้ แต่เดิมผมตั้งใจจะข้ามไปลาวด้วยรถโดยสารที่มีให้บริการอยู่ที่ขนส่งจังหวัดในรอบเจ็ดโมง แต่ ณ เวลาเจ็ดโมงที่รถออกนั้นปรากฏว่าผมก็ยังหลับไหลไม่ได้สติอยู่นั่นเอง มองไปที่สาเหตุที่ทำให้นอนตื่นสายก็เห็นแต่ความเพลิดเพลินในการเดินงานกาชาดของจังหวัดจนไม่ได้สนใจเวลา เหนื่อยกลับมาอาบน้ำนอนโดยไม่บอกราตรีสวัสดิ์เจ้าของห้องดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรกเพราะมันยังไม่กลับ แม้จะพยายามฝืนแล้วก็ทนไม่ไหวหลับคาที่นอนมันไปทั้งอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเราอยู่บนที่นอนดำ ส่วนดำนอนบนที่นอนที่เตรียมมาให้ (ขอโทษนะดำนะ ^^'')...
เก้าโมงครึ่งก็เก้าโมงครึ่ง ผมพูดกับตัวเองปลอบใจที่คลาดรถเที่ยวแรกไปนิดเดียว.... เอ่อหมายถึงเวลาตื่นครับที่คลาดกันไปนิดเดียว แต่คงไม่เป็นไรเพราะผมตั้งใจจะนอนปากเซคืนหนึ่งอยู่แล้ว เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมและเดินเล่นไปเรื่อยๆในเมืองก่อนเดินทางลงใต้ไปพักที่ดอนเดช ซึ่งอย่างน้อยก็คงทำให้มีเวลาอยู่ที่นุ่นน้อยลงและข้อมูลที่ได้ก็อาจน้อยลงตามไปด้วย แต่ไม่เป็นไรยังไงก็ไปว่าเอาข้างหน้า
โดยส่วนใหญ่ข้อมูลที่ผมหามานั้น นักท่องเที่ยวจะนิยมต่อรถจากปากเซไปดอนเดชในวันนั้นเลย ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำกันอย่างนั้น ถ้าเป็นไปได้การละเมียดค่อยเป็นค่อยไปกับการเดินทางน่าจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกว่า ไหนๆเราก็ปลีกตัวจากภาระ จากเวลาเข้างาน เลิกงานแล้ว ใยจะต้องเร่งชีวิตให้มันรีบร้อนรนกับการเที่ยวอีก
จากประสบการณ์ หลายครั้งที่ตัวผมเองจะต้องไปเที่ยวแบบ Fast Travel (คล้ายๆกับ Fast Food หน่ะครับ) กับเพื่อนๆ นอกจากจะไม่รู้สึกผ่อนคลายแล้ว เรายังโหมใช้งานร่างกายตัวเองหนักซะจนกลับมาก็แทบไม่มีแรงทำงานต่อ คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องไปทรมานตัวเองกันขนาดนั้น จริงอยู่โดยส่วนตัวผมพิสมัยการท่องเที่ยวที่ต้องลุยหน่อย แต่ถ้าจะให้ต้องเดินก้มหน้างุดๆ เร่งฝีเท้าให้ทันเกับเวลาเพื่อที่จะได้ดูจุดชมวิวหรือน้ำตกหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วยังไม่ได้ทันสัมผัสให้สบายใจก็ต้องเปลี่ยนอริยบทมาเป็นเดินก้มหน้างุดๆเพื่อไปยังจุดต่อไปให้ทัน.... มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะนี่เรากำลังแข่งแรลลี่ และหา RC อยู่หรือเปล่า?? เรามาเที่ยวไม่ใช่เหรอ!!??

โดยปกตินั้นผมไม่ค่อยได้มีโอกาสกินกาแฟตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานเลย คงจะด้วยสาเหตุเดียวคือแค่ลำพังไปทำงานให้ทันเวลาก็ยากเต็มที เวลาที่จะมานั่งจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ในวันนี้การได้นั่งจิบกาแฟยามเช้า ดูข่าวตอนเช้า พร้อมกับมีเพื่อนสนิทคุยด้วยกันนั้น ก็เป็นความสุขใจที่ทำให้กาแฟแก้วนี้มีรสชาติดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว
ดำจะต้องไปทำงานก่อนเวลาที่รถทัวร์จะออกพอสมควร ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องให้ดำลำบากขับรถไปส่งที่ท่ารถ ส่วนเรื่องหารถที่จะพาผมไปที่ท่ารถนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมสักเท่าใดนักเพราะเมื่อวานก็นั่งสองแถววนไปวนมาในตัวเมืองจะพอจะคุ้นทาง คุ้นสายรถดีพอสมควร ผมจึงเลือกที่จะเดินมาส่งดำขึ้นรถไปทำงาน แล้วก็แวะเดินเล่นหาอาหารเช้ากิน
ก่อนออกจากหอดำผมตรวจดูสิ่งของที่สำคัญๆเป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะพาสปอร์ตและเงิน พร้อมๆกับหาที่ๆเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้เจ้าสองสิ่งนี้อยู่ เพราะเมื่อใดที่เราทำมันหายไปตอนอยู่ที่นุ่น..... ไม่อยากจะคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ซึ่งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางข้ามประเทศสักที (เข้าใจว่ารอกันมานานแล้ว ^^)
ค่าเดินทางจากขนส่งอุบลไปปากเซนั้นอยู่ที่ 200 บาทครับ โดยเวลาซื้อนั้นต้องแสดงพาสปอร์ตหรือหนังสือผ่านทางให้พนักงานขายตั๋วดูครับเพื่อยืนยันว่าเราสามารถข้ามประเทศได้
เสียงเครื่องยนต์ดัง ล้อเริ่มหมุนเพื่อย้ายกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมที่บรรทุกชีวิตไปในทางที่เขาเลือกเดิน บางชีวิตเป็นการจากลา บางชีวิตเป็นการกลับไปพบหน้าค่าตาคนอันเป็นที่รัก บางชีวิตอุดมไปด้วยความฝันความหวังต่อสิ่งที่จะเจอข้างหน้า และบางชีวิตยังคงวิตกกังวลต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น... (เอ่อ... ผมเอง -__-'')
ดวง
20071111 21:49
Saturday, October 20, 2007
มหกรรมขาดสติแห่งชาติ
งานมหกรรมหนังสือหรือ งานมหกรรมขาดสติแห่งชาติของผมนั้นได้วนมาบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง...
ปีนี้ซื้อเพลินมาก เพลินเกินไปหรือเปล่า? นั่งดูหนังสือที่ตัวเองซื้อมาแล้วก็ตกใจ
ดีนะที่ปีนี้เดินคุ้ยได้หนังสือเก่าๆ ดีๆ ราคาถูกๆ มาหลายเล่มประหยัดไปได้โข
บางคนบอกว่าซื้ออะไรมา ไม่มีใครเขาอ่านกันเพลินๆหรอก หนังสือเครียดๆอย่างนี้
มานั่งคิดแล้วก็คิดไม่ออก มันเครียดตรงใหน? เพลินดีออก...
ส่วนที่ชอบของงานนี้เห็นจะเป็นการเจอโดราเอมอนภาคภาษาลาว เจ๋งมาก!!! จำไม่ได้ว่าบูทใหน ยืนอ่านแบบอ่านออกมั่งไม่ออกมั่งแต่เพลินดี มีช่วงหนึ่งโนบิตะไปทำเรื่องวุ่นข้างนอกมา พอเข้าบ้านเจอแม่ แม่ถามว่า เฮ็ดอิหยัง? โนบิตะก็ตอบว่า บ่ๆ :-)
อ่านแล้วก็อยากไปลาวอีก ^^ เล่มละหกสิบบาท ไม่ได้ซื้อกลับมา กำลังลังเลว่าไปซื้อที่ลาวเองเลยดีไหม??
อีกบูทนึงที่ชอบคือบูทของคุณอเนก นาวิกมูล เจ้าของบ้านพิพิทธภัณฑ์ มีสมุด โปสการ์ด ลายสินค้าสมัยเก่าๆมาวางขาย ชอบมาก บางอันเห็นแล้วระลึกถึงความหลังวัยเด็กดี
ครั้งนี้หลายๆสำนักพิมพ์ย้ายที่กันนะครับ เช่น open และ a day ย้ายเข้าแพลนารีฮอลล์ สารคดีเขยื้อนนิดหน่อยและ เล็กลงกว่าเดิม Bliss ก็ย้ายแต่ยังอยู่ในแพลนารีฮอลล์ มติชน ซีเอ็ด อมรินทร์ เนชั่น ผู้จัดการ สุขภาพใจ สามัญชน โซนร้านหนังสือเก่า โซนหนังสือเด็ก โซนหนังสือเตรียมสอบ ยังปักหลักอยู่ที่เดิมครับ
รู้สึกว่าคนเดินน้อยลง ซื้อกันน้อยลง (เทียบจากงานตอนต้นปีในวันธรรมดา)น่าจะบ่งบอกสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้บ้าง...
น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบเริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้ว จากค่ารถเมล์ รถโดยสาร
ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยขนมปังบ้านผมก็ปรับขึ้นราคาแล้วหล่ะ แม่บอกต้นทุนของแพงขึ้นมาก อั้นไม่ไหวแล้ว ยังผลให้ป๊าและลูกๆงงเวลาคิดราคาให้ลูกค้า คิดช้าลงเพราะราคาเปลี่ยน แต่เท่าที่ดูก็ขายเกือบหมดเหมือนเดิมแฮะ อาจเพราะว่าเป็นของกินและระคาก็ขึ้นไม่เยอะแค่ 50 สต ถึง 1 บาท ...
รายชื่อหนังสือผมลงไว้เหมือนเดิมนะครับ สนใจเล่มใหนก็ยืมได้นะ ไม่ต้องห่วงว่าผมยังไม่ได้อ่านหรือเปล่า...
ถ้าอยากอ่านยืมไปอ่านเถอะครับ มารอผมอ่านก่อน ความอยากรู้เหี่ยวพอดี จริงไหม?
1.)จีนในกระแสโลกาภิวัตน์ (China and globalization),วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
2.)ไปตามเส้นทางของเรา,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
3.)ส่องคลื่นโลกาภิวัฒน์(The world is round),สฤนี อาชวานันทกุล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
4.)The Chemistry of Movie,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
5.)20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
6.)ฟองสบู่เข้าตาเทวดาตกสวรรค์,ไกรศักดิ์ ชุณหะวันและวรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)เห็นถั่วงอกเป็นดอกบัว,พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)Open house4,ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
9.)มือที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย,อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
10.)กบฏสันติภาพ,วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
11.)เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการณ์ปี 2540,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.) อ่าน(ไม่)เอาเรื่อง ,ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ทำไมผู้ชายถึงมีนม? และอีกร้อยกว่าคำถามที่คุณกล้าถามหมอ ก็ต่อเมื่อหมดมาร์ตินีไปแล้ว 3 แก้ว,มาร์ค ลีเนอร์ และ นายแพทย์บิลลี โกลด์เบิร์ก,อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)เหนือมิติที่สี่ของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ และ เจนิเฟอร์ ทอมป์สัน,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
15.)เมื่อช้างร้องไห้,เจฟฟรีย์ มูไซเอฟ แมสสัน และ ซูซาน แมคคาธี,วราพร สุรวดี บรรณาธิการแปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
16.)ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่,วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์สามัญชน
17.)เช เกวารา ตำนานชีวิตนักปฏิวัติผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม,ศรีอุบล เรียบเรียง,สำนักพิมพ์สามัญชน
18.)One Hundred Years of Solitude(หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว),กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ,ปณิธาน - ร.จันเสน แปล,สำนักพิมพ์สามัญชน
19.)อัตชีวประวิติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร,หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา,สำนักพิมพ์สารคดี
20.)The magic of mathematics(คณิตศาสตร์มหัศจรรย์),Theoni Pappas,ดร.กิตติกร นาคประสิทธิ์ และ โกสุม กรีทอง แปล,สำนักพิมพ์สารคดี
21.)ตามรอยกำเนิดมนุษย์,ดร.ธนิก เลิศชาญฤทธ์,สำนักพิมพ์สารคดี
22.)เจ้าชาวบ้าน ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์,วิมล อังสุนันทวิวัฒน์,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
23.)ชนัตถ์ ปิยะอุย ผีเสื้อเหล็กแห่งดุสิตธานี,ปรวรรณ ธนวัฒน์เสรี,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
24.)คนเลี้ยงม้า,ธีรภาพ โลหิตกุล,สำนักพิมพ์มติชน
25.)กระทบไหล่เขา,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
26.)เช ยังไม่ตาย,กนกพงศ์ สงสมพันธุ์,สำนักพิมพ์นาครมีเดีย
27.)สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง,กระบี่ไม้ไผ่,สำนักพิมพ์ยูเรก้า
28.)อำนาจของฝันร้าย บทวิเคราะห์ฉากหลังเหตุการณ์คุกคามสะเทือนขวัญทั่วโลก,กำพล นิรวรรณ เรียบเรียง,สำนักหนังสือใต้ดิน
29.)รวมความเรียงคัดสรร ปราบดา หยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น,ปราบดา หยุ่น,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
30.)Greece ดินแดนแห่งเทพเจ้าและตำนาน,อัลฟาและโรมิโอ,สำนักพิมพ์วงกลม
31.)เบื้องหลังการปฏิวัติ๒๔๗๕ ,กุหลาบ สายประดิษฐ์, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร
32.)Master in security,จตุชัย แพงจันทร์,Info Press
33.)30วัน เล่ม3,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา,สำนักพิมพ์โอเพ่น
34.)โลกของเราขาวไม่เท่ากัน,ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแลคซี่,วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)open air,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
36.)เมด อิน U.S.A.,สุจิตต์ วงษ์เทศ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
37.)เช็คหัวใจ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ,วรพจน์ พันธุ์พงษ์ สัมภาษณ์และเรียบเรียง,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
38.)หลังไมค์ บีบีซี,นวลน้อย ธรรมเสถียร สุธาริน คูณผล อรนุช อนุศักดิ์เสถียร อิสสริยา พรายทองแย้ม,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
39.)วาดเก่งเรื่องกล้วยๆ วาดด้วยสมองซีกขวา,Betty Edwards,ชนิสา อรรถจินดา,สำนักพิมพ์ขวัญข้าว'๙๔
ดวง
20071020 21:41
ปีนี้ซื้อเพลินมาก เพลินเกินไปหรือเปล่า? นั่งดูหนังสือที่ตัวเองซื้อมาแล้วก็ตกใจ
ดีนะที่ปีนี้เดินคุ้ยได้หนังสือเก่าๆ ดีๆ ราคาถูกๆ มาหลายเล่มประหยัดไปได้โข
บางคนบอกว่าซื้ออะไรมา ไม่มีใครเขาอ่านกันเพลินๆหรอก หนังสือเครียดๆอย่างนี้
มานั่งคิดแล้วก็คิดไม่ออก มันเครียดตรงใหน? เพลินดีออก...
ส่วนที่ชอบของงานนี้เห็นจะเป็นการเจอโดราเอมอนภาคภาษาลาว เจ๋งมาก!!! จำไม่ได้ว่าบูทใหน ยืนอ่านแบบอ่านออกมั่งไม่ออกมั่งแต่เพลินดี มีช่วงหนึ่งโนบิตะไปทำเรื่องวุ่นข้างนอกมา พอเข้าบ้านเจอแม่ แม่ถามว่า เฮ็ดอิหยัง? โนบิตะก็ตอบว่า บ่ๆ :-)
อ่านแล้วก็อยากไปลาวอีก ^^ เล่มละหกสิบบาท ไม่ได้ซื้อกลับมา กำลังลังเลว่าไปซื้อที่ลาวเองเลยดีไหม??
อีกบูทนึงที่ชอบคือบูทของคุณอเนก นาวิกมูล เจ้าของบ้านพิพิทธภัณฑ์ มีสมุด โปสการ์ด ลายสินค้าสมัยเก่าๆมาวางขาย ชอบมาก บางอันเห็นแล้วระลึกถึงความหลังวัยเด็กดี
ครั้งนี้หลายๆสำนักพิมพ์ย้ายที่กันนะครับ เช่น open และ a day ย้ายเข้าแพลนารีฮอลล์ สารคดีเขยื้อนนิดหน่อยและ เล็กลงกว่าเดิม Bliss ก็ย้ายแต่ยังอยู่ในแพลนารีฮอลล์ มติชน ซีเอ็ด อมรินทร์ เนชั่น ผู้จัดการ สุขภาพใจ สามัญชน โซนร้านหนังสือเก่า โซนหนังสือเด็ก โซนหนังสือเตรียมสอบ ยังปักหลักอยู่ที่เดิมครับ
รู้สึกว่าคนเดินน้อยลง ซื้อกันน้อยลง (เทียบจากงานตอนต้นปีในวันธรรมดา)น่าจะบ่งบอกสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้บ้าง...
น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบเริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้ว จากค่ารถเมล์ รถโดยสาร
ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยขนมปังบ้านผมก็ปรับขึ้นราคาแล้วหล่ะ แม่บอกต้นทุนของแพงขึ้นมาก อั้นไม่ไหวแล้ว ยังผลให้ป๊าและลูกๆงงเวลาคิดราคาให้ลูกค้า คิดช้าลงเพราะราคาเปลี่ยน แต่เท่าที่ดูก็ขายเกือบหมดเหมือนเดิมแฮะ อาจเพราะว่าเป็นของกินและระคาก็ขึ้นไม่เยอะแค่ 50 สต ถึง 1 บาท ...
รายชื่อหนังสือผมลงไว้เหมือนเดิมนะครับ สนใจเล่มใหนก็ยืมได้นะ ไม่ต้องห่วงว่าผมยังไม่ได้อ่านหรือเปล่า...
ถ้าอยากอ่านยืมไปอ่านเถอะครับ มารอผมอ่านก่อน ความอยากรู้เหี่ยวพอดี จริงไหม?
1.)จีนในกระแสโลกาภิวัตน์ (China and globalization),วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
2.)ไปตามเส้นทางของเรา,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
3.)ส่องคลื่นโลกาภิวัฒน์(The world is round),สฤนี อาชวานันทกุล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
4.)The Chemistry of Movie,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
5.)20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
6.)ฟองสบู่เข้าตาเทวดาตกสวรรค์,ไกรศักดิ์ ชุณหะวันและวรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)เห็นถั่วงอกเป็นดอกบัว,พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)Open house4,ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
9.)มือที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย,อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
10.)กบฏสันติภาพ,วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
11.)เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการณ์ปี 2540,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.) อ่าน(ไม่)เอาเรื่อง ,ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ทำไมผู้ชายถึงมีนม? และอีกร้อยกว่าคำถามที่คุณกล้าถามหมอ ก็ต่อเมื่อหมดมาร์ตินีไปแล้ว 3 แก้ว,มาร์ค ลีเนอร์ และ นายแพทย์บิลลี โกลด์เบิร์ก,อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)เหนือมิติที่สี่ของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ และ เจนิเฟอร์ ทอมป์สัน,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
15.)เมื่อช้างร้องไห้,เจฟฟรีย์ มูไซเอฟ แมสสัน และ ซูซาน แมคคาธี,วราพร สุรวดี บรรณาธิการแปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
16.)ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่,วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์สามัญชน
17.)เช เกวารา ตำนานชีวิตนักปฏิวัติผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม,ศรีอุบล เรียบเรียง,สำนักพิมพ์สามัญชน
18.)One Hundred Years of Solitude(หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว),กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ,ปณิธาน - ร.จันเสน แปล,สำนักพิมพ์สามัญชน
19.)อัตชีวประวิติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร,หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา,สำนักพิมพ์สารคดี
20.)The magic of mathematics(คณิตศาสตร์มหัศจรรย์),Theoni Pappas,ดร.กิตติกร นาคประสิทธิ์ และ โกสุม กรีทอง แปล,สำนักพิมพ์สารคดี
21.)ตามรอยกำเนิดมนุษย์,ดร.ธนิก เลิศชาญฤทธ์,สำนักพิมพ์สารคดี
22.)เจ้าชาวบ้าน ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์,วิมล อังสุนันทวิวัฒน์,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
23.)ชนัตถ์ ปิยะอุย ผีเสื้อเหล็กแห่งดุสิตธานี,ปรวรรณ ธนวัฒน์เสรี,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
24.)คนเลี้ยงม้า,ธีรภาพ โลหิตกุล,สำนักพิมพ์มติชน
25.)กระทบไหล่เขา,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
26.)เช ยังไม่ตาย,กนกพงศ์ สงสมพันธุ์,สำนักพิมพ์นาครมีเดีย
27.)สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง,กระบี่ไม้ไผ่,สำนักพิมพ์ยูเรก้า
28.)อำนาจของฝันร้าย บทวิเคราะห์ฉากหลังเหตุการณ์คุกคามสะเทือนขวัญทั่วโลก,กำพล นิรวรรณ เรียบเรียง,สำนักหนังสือใต้ดิน
29.)รวมความเรียงคัดสรร ปราบดา หยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น,ปราบดา หยุ่น,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
30.)Greece ดินแดนแห่งเทพเจ้าและตำนาน,อัลฟาและโรมิโอ,สำนักพิมพ์วงกลม
31.)เบื้องหลังการปฏิวัติ๒๔๗๕ ,กุหลาบ สายประดิษฐ์, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร
32.)Master in security,จตุชัย แพงจันทร์,Info Press
33.)30วัน เล่ม3,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา,สำนักพิมพ์โอเพ่น
34.)โลกของเราขาวไม่เท่ากัน,ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแลคซี่,วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)open air,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
36.)เมด อิน U.S.A.,สุจิตต์ วงษ์เทศ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
37.)เช็คหัวใจ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ,วรพจน์ พันธุ์พงษ์ สัมภาษณ์และเรียบเรียง,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
38.)หลังไมค์ บีบีซี,นวลน้อย ธรรมเสถียร สุธาริน คูณผล อรนุช อนุศักดิ์เสถียร อิสสริยา พรายทองแย้ม,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
39.)วาดเก่งเรื่องกล้วยๆ วาดด้วยสมองซีกขวา,Betty Edwards,ชนิสา อรรถจินดา,สำนักพิมพ์ขวัญข้าว'๙๔
ดวง
20071020 21:41
Sunday, September 30, 2007
อยากมีหมอน
หายไปนานทีเดียวครับคราวนี้...
ที่หายไปไม่ได้แอบไปเที่ยวใหน หรือป่วยไข้แต่อย่างใด
แต่ที่ไม่ได้มีเรื่องเอามาลง ทั้งๆที่ไออุ่นลาวใต้อีกไม่กี่เดือนก็จะครบปีแต่ไปไม่ถึงลาวสักที -_-'
เป็นเพราะอยากจะเขียนเรื่องอื่นคั่นไออุ่นอีกสักตอน แต่ดันนึกอะไรไม่ออกเลย ผับผ่าสิ...
แว่บแรก..คิดว่าไม่เขียนสักอาทิตย์คงมีเรื่องอะไรให้มาเล่าสู่กันฟัง
แต่แล้ว...สองอาทิตย์ผ่านมาก็ยังไม่มีเรื่องอะไรในหัวอยู่ดี
สมองไม่แล่น?... คงไม่ใช่ เพราะหลังจากทำการหาสาเหตุของการตื่นนอนแล้วมึนไปทั้งวัน ว่าเป็นที่หมอนที่หนุนหัวตัวเองไม่ได้ระดับทำให้มีอาการเจ็บต้นคอในบางวัน ส่วนบางวันที่เหลือจะมึน โดยมีอาการคล้ายลักษณะคนเป็นดาวน์ คือไอคิวลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย การตอบสนองช้าบวกกับหน้าตาอย่างกับคนเมาหมอนทั้งวัน(อันหลังสุดเป็นอาการของโรค Down-Pillow ที่ชัดเจนมาก)
ตอนแรกเข้าใจว่านอนไม่พอทำให้เป็นอย่างนี้ (ทั้งๆที่ก็นอนวันละเจ็ดชั่วโมงอยู่แล้ว) จึงทำการทดลองนอนเพิ่มขึ้นไปอีก
แฮ่ม...ไม่ได้เป็นคนขี้เซาแต่อย่างใด แค่ช่วงทดลองรู้สึกว่าหลังตัวเองยาวขึ้นนิดหน่อย พร้อมกับความรู้สึกอิ่มทุกครั้งที่ตื่นนอน ซึ่งลักษณะโดยรวมถือว่ามีความเหมือนเทียบเคียงกับลักษณะของนักการเมืองอย่างมากจนหน้าตกใจ ระหว่างหลังกับเขี้ยวที่ยาว และกินกับโกงบ้านโกงเมือง... เพียงแค่คิดก็รู้สึกขนลุกกับอาการของตัวเองที่ไปใกล้เคียงถึงขนาดนั้น จึงทำให้มั่นใจว่าการนอนเพิ่มขึ้นไม่ใช่ทางออกที่ดีและทางแก้ปัญหาได้...
สงสัยและคิดหาคำตอบอยู่นาน (เนื่องจากอาการของ Down-Pillow ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก) กว่าจะมาเคลือบแคลงสหายใกล้ตัวและแนบหัวอย่างหมอนสองใบ... แต่ทำไมต้องสองใบ? หลายคนอาจสงสัยจนเครื่องหมายคำถามกระแทกจอคอมพิวเตอร์ดังปั่กๆๆๆ จึงจะรีบวิสัจฉนาในทันใดว่าเพียงแค่แต่ละใบก็ล้วนแต่เก่าใช้เก่าเก็บจนแบน ซึ่งถ้าเอามานอนแบบเดี่ยวๆก็จะทำให้ดูหยิ่งเหนือฐานะไป เพราะจะดูเชิดตลอดเวลาที่นอน จึงรู้สึกว่าไม่ควรที่จะเชิดไปทั้งหัวขนาดนั้นถ้าเราไม่มีอะไรไปอวดเขาได้ ซึ่งแน่หล่ะ...จะไปมีอะไรไปอวด? ดังนั้นจึงจำต้องหาหมอนมาอีกใบเพื่อช่วยกันเกื้อหนุนให้หัวโค้งนิดๆอย่างสำรวม
แต่...อนิจจา ความพอดีไม่ใช่จะมากันง่ายๆดังที่ต้องการดอก
สองแรงแข็งขันหนุนกันสูงเกินไปจนทำให้เกิดโรค Down-Pillow ขึ้นมาตามที่ได้เรียนไปตั้งแต่ต้น แล้วไอ้ที่ Down เนี่ยก็ไม่ใช่ Pillow เสียด้วยสิ แต่เป็นสติ ปัญญาและสมาธิ ของผู้ที่แนบชิด Pillow แทน ไม่รู้ว่ากรณีอย่างนี้จะไปร้อง สคบ ได้หรือไม่? แต่ช่างมันเถอะ จะได้ถือว่าเป็นค่าโง่และอินเทรนด์เกาะตามกระแสเค้าไปด้วย
หลังจากพอคาดเดาสาเหตุได้แล้ว ก็ทำการบึ่งรถโดยสารสาธารณะ ไปซื้อหมอนใบใหม่พร้อมกับทำธุระแถวๆห้างไปด้วยเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนใบใหม่ใช้แล้วจะถูกใจจนร้องโอเคเสียงดังๆเหมือนโฆษณาฮอลล์ได้? อันนี้เรียนตามตรงว่าตัวเองก็ไม่ได้จบมาทางด้านสรีระกบาลคน จึงจนปัญญาที่จะสามารถเลือกซื้อหมอนให้ตรงตามหลักวิชาการได้ แล้วจะทำอย่างไรหล่ะทีนี้? จะให้กลับบ้านมือเปล่าแล้วไปนอนพร้อมกับอมฮอลล์ไปด้วยเพื่อที่จะได้ร้องโอเคๆเสียงดังๆ ก็ดูน่ากลัวว่าจะฟันผุแทน ในขณะที่กำลังประมวลผลคิดคำนวนอย่างหนักหน่วงนั้น ก็หันไปเห็นเตียง ใช่สิ! วิธีการทดสอบใดเล่าจะดีเทียบเท่าการใช้จริงได้ ฮ่าๆๆ
.
..
...
....
.....
......
.......
เสียใจด้วยสำหรับคนที่จินตนาการไปล่วงหน้าแล้ว ว่าผมจะไปนอนบนเตียงพร้อมกับวัตถุทดลองกลางห้าง...
ใครบ้าที่ใหนจะไปทำ... หมอนมีต้องหลายยี่ห้อหลายแบบ ขืนผมทำจริงผมต้องนอนประมาณสัปดาห์กว่าๆ มันนานเกินไปครับ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น
ผมก็แค่เลือกที่รูปทรงมันน่าจะรับกับหัวได้ และเอาที่เป็นใยสังเคราะห์จะได้ไม่มีฝุ่นที่เป็นบ่อเกิดของโรคหอบและเคหะสถานของตัวไรฝุ่น และที่สำคัญหมอนที่ผมเลือกมีรูปผู้หญิงนอนยิ้มอย่างมีความสุขจนทำให้เกิดความอิจฉาอยากเป็นอยากมีบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับปุถุชนมนุษย์ที่ไม่ได้บรรลุอะไรทั้งสิ้นอย่างผม สำหรับความอยากมีอยากเป็น
หลังจากเลือกได้ก็บึ่งรถโดยสารสาธารณะกลับมาที่บ้านด้วยใจอยากทดลองหมอนใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกันจำต้องสวมวิญญาณเพชรฆาตทอดทิ้งสหายเก่าทิ้งไป ดั่งคนอกตัญญูไม่เห็นบุญคุณกัน ทั้งๆที่หนุนส่งมาตั้งนมนาน...
ผลการทดลอง... อาการ Down-Pillow หายไปอย่างอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน (ขอสารภาพว่าดีใจจนลืมร้องโอเคๆไป) มีชิวิตกลับมาทำงานสมเงินเดือนได้อีกครั้ง แต่สมโอทีหรือไม่นี่ยังไม่แน่ใจ... และทรมานเพื่อนๆน้องๆที่ร่วมงานด้วยไอเดียที่บรรเจิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้เหนื่อยไปตามๆกัน (ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
และนี่คือเรื่องคั่นอย่างหาสาระไม่ค่อยได้ และเล่ามาด้วยความทะลึ่งบ้องของการใช้คำและโครงสร้างที่มั่วขึ้นมาเรื่อยๆตามแต่ใจผู้เขียน จึงไม่เหมาะแก่บุตรของนักภาษาศาสตร์หรือครูภาษาไทยแต่อย่างใด เพราะถ้าเกิดการลอกเลียนแบบคำไปใช้จะทำให้พ่อแม่ท่านเศร้าใจได้ แต่เพียงแค่หวังว่าจะบันเทิงเริงรมย์และมีรอยยิ้มพิมพ์กันบนหน้ากันตามอัตภาพ
ขอขอบคุณที่ติดตามกันจนจบ...

ดวง
20070930 23:44
ที่หายไปไม่ได้แอบไปเที่ยวใหน หรือป่วยไข้แต่อย่างใด
แต่ที่ไม่ได้มีเรื่องเอามาลง ทั้งๆที่ไออุ่นลาวใต้อีกไม่กี่เดือนก็จะครบปีแต่ไปไม่ถึงลาวสักที -_-'
เป็นเพราะอยากจะเขียนเรื่องอื่นคั่นไออุ่นอีกสักตอน แต่ดันนึกอะไรไม่ออกเลย ผับผ่าสิ...
แว่บแรก..คิดว่าไม่เขียนสักอาทิตย์คงมีเรื่องอะไรให้มาเล่าสู่กันฟัง
แต่แล้ว...สองอาทิตย์ผ่านมาก็ยังไม่มีเรื่องอะไรในหัวอยู่ดี
สมองไม่แล่น?... คงไม่ใช่ เพราะหลังจากทำการหาสาเหตุของการตื่นนอนแล้วมึนไปทั้งวัน ว่าเป็นที่หมอนที่หนุนหัวตัวเองไม่ได้ระดับทำให้มีอาการเจ็บต้นคอในบางวัน ส่วนบางวันที่เหลือจะมึน โดยมีอาการคล้ายลักษณะคนเป็นดาวน์ คือไอคิวลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย การตอบสนองช้าบวกกับหน้าตาอย่างกับคนเมาหมอนทั้งวัน(อันหลังสุดเป็นอาการของโรค Down-Pillow ที่ชัดเจนมาก)
ตอนแรกเข้าใจว่านอนไม่พอทำให้เป็นอย่างนี้ (ทั้งๆที่ก็นอนวันละเจ็ดชั่วโมงอยู่แล้ว) จึงทำการทดลองนอนเพิ่มขึ้นไปอีก
แฮ่ม...ไม่ได้เป็นคนขี้เซาแต่อย่างใด แค่ช่วงทดลองรู้สึกว่าหลังตัวเองยาวขึ้นนิดหน่อย พร้อมกับความรู้สึกอิ่มทุกครั้งที่ตื่นนอน ซึ่งลักษณะโดยรวมถือว่ามีความเหมือนเทียบเคียงกับลักษณะของนักการเมืองอย่างมากจนหน้าตกใจ ระหว่างหลังกับเขี้ยวที่ยาว และกินกับโกงบ้านโกงเมือง... เพียงแค่คิดก็รู้สึกขนลุกกับอาการของตัวเองที่ไปใกล้เคียงถึงขนาดนั้น จึงทำให้มั่นใจว่าการนอนเพิ่มขึ้นไม่ใช่ทางออกที่ดีและทางแก้ปัญหาได้...
สงสัยและคิดหาคำตอบอยู่นาน (เนื่องจากอาการของ Down-Pillow ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก) กว่าจะมาเคลือบแคลงสหายใกล้ตัวและแนบหัวอย่างหมอนสองใบ... แต่ทำไมต้องสองใบ? หลายคนอาจสงสัยจนเครื่องหมายคำถามกระแทกจอคอมพิวเตอร์ดังปั่กๆๆๆ จึงจะรีบวิสัจฉนาในทันใดว่าเพียงแค่แต่ละใบก็ล้วนแต่เก่าใช้เก่าเก็บจนแบน ซึ่งถ้าเอามานอนแบบเดี่ยวๆก็จะทำให้ดูหยิ่งเหนือฐานะไป เพราะจะดูเชิดตลอดเวลาที่นอน จึงรู้สึกว่าไม่ควรที่จะเชิดไปทั้งหัวขนาดนั้นถ้าเราไม่มีอะไรไปอวดเขาได้ ซึ่งแน่หล่ะ...จะไปมีอะไรไปอวด? ดังนั้นจึงจำต้องหาหมอนมาอีกใบเพื่อช่วยกันเกื้อหนุนให้หัวโค้งนิดๆอย่างสำรวม
แต่...อนิจจา ความพอดีไม่ใช่จะมากันง่ายๆดังที่ต้องการดอก
สองแรงแข็งขันหนุนกันสูงเกินไปจนทำให้เกิดโรค Down-Pillow ขึ้นมาตามที่ได้เรียนไปตั้งแต่ต้น แล้วไอ้ที่ Down เนี่ยก็ไม่ใช่ Pillow เสียด้วยสิ แต่เป็นสติ ปัญญาและสมาธิ ของผู้ที่แนบชิด Pillow แทน ไม่รู้ว่ากรณีอย่างนี้จะไปร้อง สคบ ได้หรือไม่? แต่ช่างมันเถอะ จะได้ถือว่าเป็นค่าโง่และอินเทรนด์เกาะตามกระแสเค้าไปด้วย
หลังจากพอคาดเดาสาเหตุได้แล้ว ก็ทำการบึ่งรถโดยสารสาธารณะ ไปซื้อหมอนใบใหม่พร้อมกับทำธุระแถวๆห้างไปด้วยเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนใบใหม่ใช้แล้วจะถูกใจจนร้องโอเคเสียงดังๆเหมือนโฆษณาฮอลล์ได้? อันนี้เรียนตามตรงว่าตัวเองก็ไม่ได้จบมาทางด้านสรีระกบาลคน จึงจนปัญญาที่จะสามารถเลือกซื้อหมอนให้ตรงตามหลักวิชาการได้ แล้วจะทำอย่างไรหล่ะทีนี้? จะให้กลับบ้านมือเปล่าแล้วไปนอนพร้อมกับอมฮอลล์ไปด้วยเพื่อที่จะได้ร้องโอเคๆเสียงดังๆ ก็ดูน่ากลัวว่าจะฟันผุแทน ในขณะที่กำลังประมวลผลคิดคำนวนอย่างหนักหน่วงนั้น ก็หันไปเห็นเตียง ใช่สิ! วิธีการทดสอบใดเล่าจะดีเทียบเท่าการใช้จริงได้ ฮ่าๆๆ
.
..
...
....
.....
......
.......
เสียใจด้วยสำหรับคนที่จินตนาการไปล่วงหน้าแล้ว ว่าผมจะไปนอนบนเตียงพร้อมกับวัตถุทดลองกลางห้าง...
ใครบ้าที่ใหนจะไปทำ... หมอนมีต้องหลายยี่ห้อหลายแบบ ขืนผมทำจริงผมต้องนอนประมาณสัปดาห์กว่าๆ มันนานเกินไปครับ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น
ผมก็แค่เลือกที่รูปทรงมันน่าจะรับกับหัวได้ และเอาที่เป็นใยสังเคราะห์จะได้ไม่มีฝุ่นที่เป็นบ่อเกิดของโรคหอบและเคหะสถานของตัวไรฝุ่น และที่สำคัญหมอนที่ผมเลือกมีรูปผู้หญิงนอนยิ้มอย่างมีความสุขจนทำให้เกิดความอิจฉาอยากเป็นอยากมีบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับปุถุชนมนุษย์ที่ไม่ได้บรรลุอะไรทั้งสิ้นอย่างผม สำหรับความอยากมีอยากเป็น
หลังจากเลือกได้ก็บึ่งรถโดยสารสาธารณะกลับมาที่บ้านด้วยใจอยากทดลองหมอนใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกันจำต้องสวมวิญญาณเพชรฆาตทอดทิ้งสหายเก่าทิ้งไป ดั่งคนอกตัญญูไม่เห็นบุญคุณกัน ทั้งๆที่หนุนส่งมาตั้งนมนาน...
ผลการทดลอง... อาการ Down-Pillow หายไปอย่างอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน (ขอสารภาพว่าดีใจจนลืมร้องโอเคๆไป) มีชิวิตกลับมาทำงานสมเงินเดือนได้อีกครั้ง แต่สมโอทีหรือไม่นี่ยังไม่แน่ใจ... และทรมานเพื่อนๆน้องๆที่ร่วมงานด้วยไอเดียที่บรรเจิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้เหนื่อยไปตามๆกัน (ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
และนี่คือเรื่องคั่นอย่างหาสาระไม่ค่อยได้ และเล่ามาด้วยความทะลึ่งบ้องของการใช้คำและโครงสร้างที่มั่วขึ้นมาเรื่อยๆตามแต่ใจผู้เขียน จึงไม่เหมาะแก่บุตรของนักภาษาศาสตร์หรือครูภาษาไทยแต่อย่างใด เพราะถ้าเกิดการลอกเลียนแบบคำไปใช้จะทำให้พ่อแม่ท่านเศร้าใจได้ แต่เพียงแค่หวังว่าจะบันเทิงเริงรมย์และมีรอยยิ้มพิมพ์กันบนหน้ากันตามอัตภาพ
ขอขอบคุณที่ติดตามกันจนจบ...

ดวง
20070930 23:44
Subscribe to:
Comments (Atom)