Saturday, August 25, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 11

อุบล#6

ในบริเวณใกล้ๆวัดหนองบัวนั้น จะมีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆแต่ด้วยความที่สวนนี้เพิ่งสร้างขึ้นมาจึงทำให้บรรยากาศยังไม่ร่มรื่นเท่าที่ควร ต้นไม้ยังเล็กอยู่ ดูแล้วช่วงเวลาเย็นๆน่าจะชวนนั่งเหมือนกัน และแม้ว่ายังกลางวันอยู่แต่ก็อดใจที่จะแวะเข้าไปเดินเล่นไม่ได้ เดินจนพอใจแล้วถึงออกมาได้

อย่างที่ทราบว่าผมไม่ได้เข้าพิพิทธภัณฑ์ตามที่ตั้งใจไว้เนื่องจากมันปิด ผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่จุดค้นพบโบราณวัตถุวัดบ้านก้านเหลืองแทน เท่าที่ดูข้อมูลนั้นไม่มีรถสองแถวผ่านหน้าวัด จะต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเท่านั้น และเท่าที่ดูรอบๆข้าง ไม่เห็นมอเตอร์ไซด์รับจ้างเลยสักคัน...

แวะซื้อน้ำเปล่าตุนไว้ที่เซเว่น จึงถามถึงเส้นทางไปวัดบ้านก้านเหลืองไปในตัว ได้ความว่า "ใกล้ม๊ากกค่ะ สองกิโลเท่านั้นเอง ไปส่งก็ได้นะคะ"

ไม่มีเชิญชวนซื้อขนมจีบซาลาเปาอย่างที่คุ้นเคย แต่เป็นน้ำใจที่ล้นเอ่อเกินถ้วยบิ๊กกัลฟ์จะรับได้ ใจดีจริงๆ...

ผมยิ้มพร้อมผงกหัวขอบคุณในน้ำใจ แต่เลือกที่จะเดินไปเองดีกว่า กับแค่สองกิโล อืมมม...สบายยยยยย

สิบห้านาทีผ่านไป....

ท้องฟ้าสดใส ไร้ซึ่งเมฆมาบดบัง...เอ่อ..แสงแดด อากาศร้อนมาก แม้ว่าจะเป็นเดือนธันวาก็ตาม
เหงื่อเริ่มท่วม... ยังไม่เห็นวี่แวววัดบ้านก้านเหลืองแม้แต่น้อย ทนไม่ไหวเลยต้องแวะถามคนเพื่อความแน่ใจว่ายังไม่ได้เดินเลยมาแล้ว ได้คำตอบว่ายังไม่ถึง อยู่ตรงหัวมุมนุ้นนน พร้อมชี้นิ้วประกอบ
อืมมม... สุดสายตาพอดี เป็นสองกิโลที่เหนือความคาดหมายจริงๆ แต่ไม่มีทางเลือก เดินก้มหน้าก้มตาต่อไป

อีกสิบห้านาทีผ่านไป...

เข้ามาภายในวัดพร้อมสภาพที่ชุ่มเหงื่อ ยืนอยู่หน้าหม้อดินเผาแปดใบในหลุม เอ๊ะ...ทำไมไม่เหมือนในรูปในหนังสือท่องเที่ยว เช็คไปเช็คมาทำให้ทราบว่าวัตถุโบราณบางส่วนได้ถูกย้ายออกไปเก็บไว้ที่พิพิทธภัณฑ์ จึงเหลืออยู่เท่าที่เห็น... -_-'



ดูหม้อแปดใบคนเดียวอย่างงงๆ กับคำอธิบายที่ทำเป็นบอร์ดไว้ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก... ยังดีที่ภายในวัดนั้นร่มรื่นพอสมควร พร้อมกับมีลมเย็นๆ โชยมาตลอดเวลา ช่วยทำให้ใจได้ผ่อนคลายลงอย่างดี ผมใช้เวลานั่งพักผ่อนให้ร่างกายที่เปียกไปด้วยเหงื่อได้แห้งลงไปบ้าง พร้อมกับจดบันทึกสิ่งที่ได้พบเจอมา

"บางทีความจริงกับสิ่งที่เราคาดหวังจะสวนทางกันบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร..." อย่างไรซะ มีความสุขกับความจริงก็คงไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้...

กับอีกสองกิโลขากลับ แม้ว่าจะรู้แล้วว่าร้อน เหนื่อย และห้วงเวลาแห่งความทรมานจะทำเวลาในหนึ่งวินาทียาวกว่าความเป็นจริง แต่สิ่งที่ผมได้บันทึกไว้อีกทีหลังจากเดินเสร็จแล้ว... "เรามีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง จะเดินด้วยอารมณ์หงุดหงิด หรือเดินไปฮัมเพลงไป"

ผมไม่รู้ว่าผมฮัมไปกี่เพลง แต่สิ่งที่รู้มีแค่เพียงสองกิโลขากลับ ยาวไม่เท่าขาไป!
และรู้ด้วยว่าตัวกำหนดระยะทาง คงไม่ได้มีเพียงเครื่องวัดเท่านั้น ถ้าเราลองเริ่มใช้ใจวัดดู
"ซึ่งผลที่ได้จะสวนทางกับความจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร..."


ดวง
20070826 00:13

Monday, August 13, 2007

จิดวิทยาหมู่

แต่ก่อนแต่ไรมา ผมเชื่อมั่นมาตลอดถึงความมีสติในการจับจ่ายใช้สอยเงินทอง
เชื่อมั่นในการสั่งสอนของแม่ ที่มักจะให้ลูกเก็บตังค์ซื้อของเองเมื่อต้องการ
คุณค่าของเงินจึงเป็นสิ่งที่ผมตระหนักดี ว่าควรใช้เมื่อใด เพื่อสิ่งใด และควรจะตัดใจไม่สนใจเสียเงินทองกับเรื่องใด

จนกระทั่งวันนี้... วันที่ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นหมอประกิตเผ่า ที่ถูกรายล้อมด้วยเปมิกานับสิบชีวิต
เงินทองทั้งหมดทั้งปวง หายไปเมื่อใดไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีเหลือแล้ว...

ผมเสียท่าให้กับจิตวิทยาหมู่ครับ...
นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ผมโดนจิตวิทยาหมู่เล่นงาน
ครั้งแรกผมพลาด... แต่ยังเชื่อมั่นว่าเอาอยู่ ครั้งต่อไปไม่มีทางพลาดแน่นอน
แต่แล้ว...ผมก็สู้ไม่ไหว หมดสมรรถภาพทางการใช้เงินไปอย่างไม่น่าเชื่อ
อยากจะร้อง ฮาเลลูย่าาาา ออกมาดังๆ แต่ตัดใจได้ทันเพราะคิดว่ามันไม่เกี่ยวกัน...

จุฬามีเปมิกาเพียงคนเดียว แต่ที่นี่ TBT (Thailand Book Tower) มีเปมิกาเป็นสิบๆ

ครับ!... ผมโดนจิตวิทยาหมู่เล่นงานที่ TBT

อันที่จริงแล้ววันนี้ผมออกจากบ้านโดยมีเป้าหมายไปที่การซื้อหนังสือในตำนาน "ข้างหลังโปสการ์ด โดยหลานเสรีไทย" ซึ่งเป็นหนังสือแนวท่องเที่ยวที่ชอบมาก ได้อ่านอย่างบังเอิญโดยพี่ IKKE แนะนำมา เล่มที่อ่านนั้นเป็นหนังสือยืมจากห้องสมุด ทำให้พออ่านจบก็เกิดกิเลสอยากมีไว้ให้ได้หยิบมาอ่านอีกทีเป็นแบบส่วนตัวบ้างสักเล่ม ลองๆหาข้อมูลดูก็ไม่พบร้านที่มีขายเลย จึงพาลให้คิดว่าไม่น่าจะหาได้อีกแล้ว จนกระทั่งเมื่อวาน...ได้ทราบข้อมูลอย่างบังเอิญว่ามีขายที่ร้านตรงถนนปั้น ซึ่งเป็นร้านของหลานเสรีไทยเองเลย



ถนนปั้นกับ TBT นั้นห่างกันไม่เกิน 500 เมตร จึงเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจเพิ่ม TBT เข้าไปในจุดหมายด้วย เพื่อหมายมั่นว่าจะมาแก้มือจากครั้งก่อนที่เพลาดท่าเสียทีไป

แต่เดินใน TBT ไม่ถึงสองชั่วโมงดี ผมก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม ตั้งท่ากดจำนวนเงินเพื่อนำมาใส่กระเป๋าแทนที่เงินที่อยู่ก่อนหน้า โดยที่ด้านขวามือนั้นมีหนังสือหนึ่งกองข้างๆรอหิ้วกลับบ้าน ซึ่งอยู่ในจังหว่ะเดียวกับความต้องการที่จะร้อง ฮาเลลูย่าาาาออกมา
อย่างที่ทราบไม่ได้ร้องเพราะไม่เกี่ยวกัน...

TBT จะมีทั้งหมดเก้าชั้นครับ แต่จะมี 6 ชั้นอรหันต์ทีจะขายหนังสือ โดยที่แต่ละชั้นนั้นจะมีโซนหนังสือ 4-6 โซนโดยประมาณ ซึ่งเมื่อคำนวนดูแล้วจะพบว่าถ้าเดินครบทั้งตึกจะเจอโซนหนังสือ 24-36 โซน

24-36 โซน!! หมู่ไหมครับ... จิตวิทยาหมู่ชัดๆ
เล่นเอาร้านหนังสือมาล้อมหน้าล้อมหลัง ล้อมบนล้อมล่างอย่างนี้ เดินออกจากร้านหนังสือก็เจอร้านหนังสือ ขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้นขายหนังสือก็เจอชั้นขายหนังสืออีก ทำให้สติสัมปะชัญญะผมขาดเอาง่ายๆเลย
ถ้าแค่เพียงซื้อร้านละเล่มสองเล่มก็ไม่รู้จะเอาตังค์ที่ใหนมาจ่ายแล้ว จึงไม่แปลกที่ฐานะอย่างผมจะหมดตัวไม่เกินชั้นสาม

กดตังค์เสร็จแล้วก็หอบหิ้วหนังสือเดินหาร้านที่ขายข้างหลังโปสการ์ดอยู่สักพักจึงเจอครับ โชคดีที่ได้ซื้อเพราะจริงๆแล้ววันนี้ปิด แต่เผอิญมีคนอยู่จึงขายให้ได้

โดยรวมถึงแม้ว่าวันนี้จะต้านจิตวิทยาหมู่ไม่ได้ แต่ก็มีความสุขดีครับ :-)

ตัวหนังสือคุ้มครองนะครับ
ดวง
20070813 11:02

Link ที่เกี่ยวข้อง
เว็บของร้านหลานเสรีไทย
http://www.kathmandu-bkk.com
เว็บ TBT
http://www.thailandbooktower.com

Wednesday, August 1, 2007

ลาว กับ จิต

เพิ่งกลับมาจากลาวครับ...

ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาเห็นว่าน่าจะเป็นการดีที่จะมีโอกาสทำบุญพร้อมกับเที่ยวไปด้วย เลยตัดสินใจไปหลวงพระบางเพื่อใส่บาตรพร้อมกับเดินชมวัดไปในตัว
เที่ยวครั้งนี้เป็นการตัดสินใจแบบปุบปับก่อนวันไปสามวันและแทบจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยครับ คงจะมีเพียงตั๋วรถไฟไปลงหนองคายเท่านั้นที่มีการจองไว้ก่อน ส่วนที่เหลือเรียกได้ว่าไปตายดาบหน้าจริงๆ เป็นการเล่นแบบแผลงๆพอสมควร เลยทำให้เที่ยวครั้งนี้ทุลักทุเลมาก... มากเสียจนเสียวว่าจะกลับเมืองไทยไม่ได้ไปหลายครั้งหลายครา

แต่ในทางกลับกัน ความทุลักทุเลก็ทำให้เที่ยวครั้งนี้มีชีวิตชีวาไม่น้อย ได้ไปอยู่ในที่ๆไม่มีนักท่องเที่ยวอยู่ ได้คุยกับคนที่นั่นอย่างสบายๆ กันเองๆ ได้สนุกและดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติเมืองลาวอย่างที่ไม่รู้จะหาคำพูดมาอธิบายอย่างไรถูก

ถ้าเราไม่ปิดใจ เมื่อเราพลาดสิ่งหนึ่งไปเราจะเห็นว่าเราจะได้อีกสิ่งหนึ่งมาทดแทนทุกครั้ง...
เมื่อผมจะต้องออกเดินทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง ผมพลาดรถแอร์อย่างดีเที่ยวเช้าไป แต่ได้รถโทรมๆ ไม่มีแอร์เที่ยวบ่ายมาแทน ความรู้สึกแรก เราไม่น่าพลาดเลย...

สองชั่วโมงถัดไป... ในขณะนั่งผมพบว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ที่มีความสุขมากที่สุดวันหนึ่งของชีวิต ภายใต้บรรยากาศครึ้มๆ มีละอองฝนโปรยปรายมาเป็นระยะๆผสมกับกลิ่นไอดินที่ผมชอบ เคล้าลมเย็นๆที่พัดมาตลอดเวลา แถมยังรายล้อมด้วยเทือกเขาที่สลับซับซ้อนสวยงาม ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ผมชอบทั้งหมด ทั้งสิ้น และไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสแบบครบอย่างนี้มาก่อน

ในขณะนั้นรถโทรมๆ เบาะเก่าๆ สำหรับผมแล้วมันได้กลายเป็นรถที่วิเศษสุดจริงๆ

ย้อนกลับมาคิดดู ถ้าผมนั่งรถแอร์เที่ยวเช้า ผมคงไม่ได้สัมผัสกับละอองน้ำ คงไม่ได้กลิ่นไอดิน คงไม่ได้รับลมเย็นๆ และคงรู้สึกเหมือนการเดินทางทั่วๆไปในวันธรรมดาวันหนึ่ง

ถ้าจะเรียกว่าเป็นการพลาดอย่างโชคดีก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ไม่ว่าพลาดแล้วจะเจอสิ่งใด มันคงจะดีกว่าไหมที่จะพร้อมเจอสิ่งที่มาทดแทนด้วยรอยยิ้ม แล้วอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นให้มีความสุข แทนที่จะรำพึงรำพันกับสิ่งที่พลาดไปโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา

จริงอยู่บางอย่างแม้ยิ้มรับ ก็คงรู้สึกว่าเกินจะทนไหว แต่ถ้าให้เลือกระหว่างที่จะต้องหงุดหงิด ตีโพยตีพายกับความทุกข์ยากที่ตนเองจะต้องเผชิญ กับการทนที่จะฝืนยิ้มรับมันเพื่อให้ใจเรานิ่งพอที่จะพิจรณาหาทางออกที่ดีกว่า ผมคงเลือกอย่างหลัง...

ถ้าจิดไม่สงบแล้ว ปัญญาคงยากที่จะเกิด พระท่านว่าอย่างนั้น

ปกติผมเป็นคนชอบที่จะอยู่กับความสวยงามของสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมากกว่ามนุษย์สร้างอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ว่าหลวงพระบางจะประกอบด้วยตึกรามบ้านช่อง และวัดวาอารามที่เป็นของเก่าบูรณะ อย่างสวยงาม ตามที่เป็นเมืองมรดกโลกก็ไม่ได้ดึงดูดใจผมได้นานสักเท่าไร เดินดูสักพักก็รู้สึกอิ่ม แต่สิ่งเดียวที่มนุษย์สร้างแล้วดึงดูดใจในหลวงพระบางเห็นจะเป็นสตรี สวยจนอยากอยู่ต่อ

เงาะเมืองไทยโลละ 20 บาท หลวงพระบางโลละ 40 บาท ตอนซื้อไม่ได้สนว่าเป็นราคาแพงหรือเปล่า หลับหูหลับตาซื้อมาเนื่องด้วยเหตุปัจจัยมาจากแม่ค้าอย่างเดียว สวยบาดใจจริงๆ เขาว่าความรักทำให้คนตาบอด แต่เห็นจะต้องเพิ่มเข้าไปด้วยว่าความหลงทำให้สมองส่วนประมวลเหตุผลไม่ทำงาน ไม่ได้อยากกินเงาะแต่ซื้อเงาะ ตอนซื้อก็เขินซะจนทำอะไรไม่ถูก รับมาจ่ายตังค์แล้วเดินออกทันที คิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร...

อืม... ถ้าจิตไม่สงบแล้ว ปัญญาคงยากที่จะเกิด :-)






ดวง
20070805 12:38

Thursday, July 12, 2007

"ของขวัญ"

เนื่องด้วยที่ทำงานผมอยู่ย่านใจกลางเมือง แต่โดยนิสัยส่วนตัวนั้นเป็นพวกชอบอยู่อย่างเรียบง่าย สบายๆ จึงทำให้ผมรู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนปริมาณมาก เมื่อคนมากมลพิษทางเสียง ทางอากาศ และหลายๆครั้งที่เป็นทางสายตาก็เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซ้ำเมื่ออาหาร เครื่องดื่มหรือแม้กระทั่งบริการมีไม่เพียงพอในยามที่ทุกๆที่ได้เวลาพัก กลไกตลาดจึงทำงานอย่างขันแข็งให้ข้าวของแพงขึ้น และปริมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับท้องที่อื่น จริงอยู่ของดีราคาสมเหตุสมผลก็พอมีให้เสาะหากันได้ แต่เนื่องจากเวลาพักเป็นตัวจำกัด ทำให้บ่อยครั้งการแย่งชิงเองเป็นสิ่งทีปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

ย้อนมองดูตัวเองก็เศร้าใจ ในเมื่อมลพิษที่รังเกียจนักรังเกียจหนา ตัวเองก็มีส่วนสร้างอยู่ไม่น้อย การแย่งชิงเองในบางครั้งก็มีส่วนร่วม ในเมื่อใจก็ไม่ชอบสิ่งแวดล้อมอย่างนี้แต่ก็ยังคงทำงานอยู่มาได้ตั้งนมนาน และนานพอที่จะทำให้บ่อยครั้งรู้สึกว่าฝุ่นละอองเป็นเรื่องปกติ ขยะเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกว่าจะได้สติก็ตอนออกไปท่องเที่ยวแล้วทำให้รู้ว่าอากาศที่สะอาดเป็นอย่างไร และธรรมชาติน่าอยู่ด้วยเพียงใด

ถ้าไม่มีงานที่สนุก เพื่อน พ้อง น้อง พี่ ที่น่ารัก เป็นตัวแปรสำคัญ ผมคงอยู่อย่างนี้ได้ไม่นานอย่างที่เป็น และถ้าไม่ได้รถไฟฟ้าทั้งบนดิน ใต้ดิน ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทนกับสภาพจราจรเวลาเดินทางไป กลับ ได้มากน้อยเพียงใด

ด้วยความสะดวกรวดเร็วของรถไฟฟ้า ทำให้ชีวิตวันทำงานและไม่ทำงานของผม มักจะฝากการเดินทางไว้ด้วยอยู่เป็นประจำ โดยสารชำนาญถึงขั้นรู้ว่าควรจะวิ่ง เดินเร็ว หรือเดินเนือยๆสบายอารมณ์จากที่ขายตั๋วถึงชานชาลา ถึงจะขึ้นรถไฟฟ้าได้ทันเวลา แบบพอดีเป๊ะๆ หรือแม้กระทั่งควรจะเข้าประตูใหนของขบวนแล้วทำให้ออกมาตรงบันไดชานชาลาพอดี ไม่ต้องเดินไกล

แต่ความสะดวกสบายในการเดินทางลดน้อยลงหลังจากเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในกรุงเทพช่วงวันปีใหม่ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคน ทำให้ผมเริ่มได้เห็น รปภ ยืนประจำทุกทางเข้าออกของรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อตรวจสัมภาระก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีสัมภาระอะไรอย่างผมนอกจากเป้สะพายหลังที่มีแต่หนังสือและกระดาษนิดหน่อย จึงยินดีเปิดให้ค้นเจอของเดิมทุกวันอย่างไม่อิดออด และไม่รู้สึกอะไรกับมาตราการนี้สักเท่าไรจะกระทั่งวันนี้...

วันที่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนแกะกระดาษห่อกล่องของขวัญอย่างบรรจง เพื่อให้ รปภ ตรวจค้นของที่อยู่ภายใต้กล่องและกระดาษห่อ ของขวัญที่เป็นตัวกลางส่งความสุขถึงผู้รับ คงสูญเสียความเป็นของขวัญของตัวมันเองไปจนหมด ในเมื่อผู้ส่งคงไม่เหลือความสุขไปส่งต่ออีกแล้ว

จากภาพที่เห็นนอกจากจะทำให้ผมเห็นใจผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาจับใจแล้ว ยังทำให้ผมหดหู่ใจและต้องถามตัวเองอย่างจริงๆจังๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา ผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรกับมาตราการรักษาความปลอดภัยหรือความเข้มงวดของ รปภ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นไปตามการป้องกันเหตุที่จะเกิด แต่คำถามที่ผมถามตัวเองนั้นยังให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ก่อนที่เขาจะฆ่าหรือทำร้ายคนที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาโกรธเกลียด เขาคิดอะไรอยู่ เขามีเหตุผลอะไรอยู่ในใจ

เราได้รับข่าวจากเหตุการณ์ฆ่ากันตายทุกวันในสามจังหวัดภาคใต้ จนเริ่มกลายเป็นข่าวสารในชีวิตประจำวันธรรมดาข่าวหนึ่ง ทั้งๆที่คนที่ถูกฆ่าตายนั้นไม่สมควรที่จะตายเลย

คงยากที่จะล่วงรู้ถึงเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลของผู้กระทำ ที่อาจจะมาจากจุดประสงค์บางอย่าง อุดมการณ์ หรือเอาเข้าจริงๆแล้วเขาอาจหาไม่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองฆ่าคนไปเพราะเหตุใด
แต่คงไม่ยากที่จะบอกว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ควรจะมีใครตาย ไม่ควรจะต้องมีใครสูญเสีย หรือได้รับความทุกข์ร้อน ในเมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย หรือแม้คนที่เกี่ยวข้องเขาสมควรที่จะได้รับโทษเป็นความตายหรือ



ผมไม่รู้ว่าจวบจนเมื่อไหร่ผมถึงจะหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้กับตัวเองได้


ผมไม่รู้ว่ากล่องของขวัญนั้นจะถึงผู้รับด้วยสภาพอย่างไร


ผมไม่รู้ว่าคนรับจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคนแรกที่ได้เห็นของขวัญในกล่องหลังจากห่อนั้น ไม่ใช่เค้าแต่เป็นรปภ


แต่ตอนนี้ผมรู้เพียงแค่ว่า...ถ้าเราเลิกฆ่ากัน ทำร้ายกัน มันจะกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่ส่งมาหาเราทุกคน...




ดวง
20070712 23:12

Saturday, July 7, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 10

อุบล#5

จากสวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง ผมนั่งรถต่อมาที่วัดหนองบัวที่อยู่ตรงชานเมือง ผมมาถึงโดยสวัสดิภาพครับ ไม่ใช่ว่ารถมันสุดสายที่นี่หรอกนะครับ เพราะถึงผมจะหลงเก่งอย่างไร มันต้องมีบ้างสิน่าที่โชคดีไม่หลง... และครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ จากข้อมูลในหนังสือท่องเที่ยววัดนี้จะมีพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย

พุทธคยานั้นเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยจะมีพระที่นั่งวัชรอาสน์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้อยู่ นอกจากนั้นยังมีองค์พระเจดีย์ศรีมหาโพธิวิหาร ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่ทำด้วยหินทราย สูงประมาณ 160 ฟุต ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างขึ้น เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พ.ศ.205 โดยเชื่อว่าตัวเจดีย์ใหญ่ได้รับการบูรณะและสร้างขึ้นใหม่เมื่อราวคริสตศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์วงศ์ปาละ แห่งแคว้นเบงกอล (ขอขอบคุณ google และเว็บอ้างอิงสำหรับข้อมูล)

สมัยก่อนเมื่อไปเที่ยววัดเที่ยววากับเพื่อนๆ นั้น ผมมักจะได้รับความหวังดีจากเพื่อนๆเสมอๆ โดยบอกให้ยืนรอข้างนอกวัด มันเป็นห่วงสุขภาพผมกัน กลัวว่าผมจะร้อน... เจออย่างนี้ผมก็เลยหันไปตอบว่า ผีบ้านเอ็งเหรอ เรียนพุทธศาสนาได้เกรด 4 นี่...คุยซะเลย โดยขณะพูดนั้นต้องยืดตัวให้ตรงๆ พองๆ ด้วย ภาษาชาวบ้านเขาจะเรียกว่าเบ่ง :-)

วัดนี้สงบมากครับ สงบจริงๆ สงบเงียบเชียบ ถึงขั้นอ้างว้าง วังเวงเลยทีเดียว นอกจากเจดีย์พุทธคยาที่ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว ผมมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอยู่ในระแวกวัดเลย แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาครับ (เพราะยังกลางวันอยู่) ผมเดินเข้าไปไหว้พระภายในตัวองค์เจดีย์ ซึ่งสวยและใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการไว้เยอะ จัดแจงถ่ายรูป พร้อมกับเดินดูภายในวัดไปเรื่อยๆ ตัวองค์เจดีย์นั้นจะมีสองชั้นซ้อนกันครับ ชั้นในเป็นสีทอง ส่วนชั้นนอกทำจากปูนสีขาว เท่าที่ทราบประวัตินั้นตัวองค์เจดีย์ในถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ พุทธศตวรรษที่ 2500 และหลังจากนั้นอีก 5 ปีถัดมาจึงได้มีการสร้างองค์เจดีย์องค์ใหญ่ครอบอีกที








วันพรุ่งนี้ผมจะเข้าลาวแล้ว ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่า จะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยจนกลับมาเมืองไทยได้หรือเปล่า ตัวเองก็หลงทางเก่งใช่ย่อย ที่พักก็ไม่รู้จะหาได้หรือไม่ และยังกังวลเลยเถิดไปถึงอันตรายจากการจี้ปล้นอีก... ภายใต้การกังวลต่างๆนาๆ ผมตัดปัญหาโดยการไล่โทรสั่งเสียก่อนเลย ซึ่งเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ผมโทรไปก็แสนจะดี ทุกคนคอยย้ำเตือนถึงของฝาก ให้ซื้อกลับมาด้วย...
เออ แฮะ ไม่ได้ห่วงตูเลย -_-''

ดวง
20070707 22:57

Sunday, July 1, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 9

อุบล#4

เขาว่ากันว่าลมหนาวมักจะทำให้เรารู้สึกเหงามากขึ้นเป็นพิเศษ...
อาจเป็นเพราะความเย็นแห้งๆ ชวนใจห่อเหี่ยวโหยหาเหือดแห้งหาย และหดหู่ลงเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะความอบอุ่นของตัวเราที่พรากจากเราไปพร้อมกับลมโดยไม่ทันได้ร่ำลา
อาจเป็นเพราะใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงโรย ทิ้งกิ่งไม้ไว้ข้างหลังเพียงลำพัง

ภายใต้บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าผมจะคิดถึงใครบ้างก็คงไม่ผิดนัก หรือถ้าผมจะหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาใครสักคนก็คงจะไม่น่าเกลียด แต่กลับกัน...ผมดันนั่งอมยิ้มไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดถึงใคร และโทรศัพท์มือถือยังคงหลับอยู่ที่เดิมของมัน
ผมไม่ได้ยิ้มให้กับความอ้างว้างเดียวดายของตัวเอง ซึ่งถ้าจะพูดว่าอ้างว้างก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เพราะจริงๆแล้วผมไม่ได้นั่งอมยิ้มตามลำพัง แต่ยังมีรอยยิ้มควบเสียงหัวเราะสดใสเคลื่อนที่ไปมาข้างหน้าผมเต็มไปหมด

ที่ๆผมนั่งคือทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลครับ ผมมาในช่วงเวลาเดียวกับโรงเรียนอนุบาลข้างๆกำลังจะมีกีฬาสีขึ้น ครูจึงนำนักเรียนในแต่ละสีมาซ้อมกีฬากันในสวน

ผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่ปฏิเสธความน่ารัก บริสุทธิ์ของเด็ก และเด็กแต่ละคนก็มีความสว่างสดใสประดับอยู่ในตัวเอง
และที่นี่...เด็กกว่าร้อยชีวิต เล่นเอาสวนสาธารณะสว่างไปหมดเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้จะสว่างขนาดใหน ก็ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อดวงตาของเราแม้แต่น้อย ซ้ำยังกลับทำให้ใจมีชีวิตชีวาตามเด็กๆไปด้วย

ผมนั่งมองอยู่นาน........จนเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนเก้ๆกังๆในตำแหน่งผลัดที่สามของกีฬาวิ่งผลัด เพื่อรับไม้ส่งต่อจากเพื่อน
แล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมความหวังจะทำให้ทีมตนเข้าที่หนึ่ง แต่ความตั้งใจท่ามกลางความตั้งใจก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อตัวเขามีช่วงขาที่สั้นกว่าคนอื่น ซึ่งแม้จะมีความคล่องตัวเข้ามาแทนส่วนที่ขาดหายก็ตาม แต่ก็ทำได้เพียงรักษาอันดับที่ไม้ก่อนหน้านี้ส่งมาเท่านั้น

ผมมองเด็กคนนั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมเป็นอย่างดี และถ้ามีโอกาสได้เข้าไปใกล้ ผมอยากจะนั่งฟัง ให้เขาเล่าจินตนาการ ความฝัน ความหวังในใจ อยากให้เขาแสดงตัวเป็นยอดมนุษย์ต่อสู้กับเหล่าร้ายให้ดู และอยากจะลูบหัวแล้วกระซิบบอกเขาเบาๆ ว่านี่คือสิ่งวิเศษที่ทุกๆคนได้มา ที่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปจากตัวเราเมื่อไร ดังนั้นรักษามัน กอดมันไว้ให้ดีๆนะ.........เด็กชายดวง



ผมลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกงตำแหน่งตูดของผู้ใส่พอสะอาด แล้วเดินเล่นรอบสวนไปเรื่อยๆ ในสวนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เดินดูเล่นครับ ตั้งแต่รูปหล่อขบวนแห่เทียนพรรษาจำลองขนาดใหญ่ ปฎิมากรรมแสดงสัญลักษณ์ ความแตกต่างระหว่างหญิงสาว ไทย ลาว เวียดนาม และเขมร หรือแม้กระทั่งเสาหลักเมือง





อากาศพอเริ่มอุ่นจากแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย... ผมถอดเสื้อแจ๊กเก็ตกันความเย็นอมความร้อนพับเก็บเข้าใส่กระเป๋า แล้วเดินต่อไปยังท่ารถเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายถัดไป พร้อมกับมือที่จูง........เด็กชายดวง


ดวง
20070701 15:33

Sunday, June 24, 2007

ฺBookapool (บุ๊ค-กะ-พูล)

เคยเดินเข้าไปในร้านหนังสือ พบเจอหนังสือที่ท่าทางถูกใจแต่ไม่แน่ใจว่ามันดีหรือเปล่า หรือบางทีหนังสือแนวที่ต้องการก็มีกันหลายแบบ หลายคนเขียนให้เลือก และไม่รู้ว่าจะเลือกเล่มใหนดีกันบ้างไหมครับ

มี Blog ใหม่มาแนะนำครับชื่อ Bookapool เป็น Blog ที่แนะนำหนังสือที่น่าสนใจให้รับทราบกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อหนังสือครับ
Blog นี้เป็น Blog ที่ผมกับเพื่อนและพี่ร่วมทำกัน หวังว่าจะช่วยนักอยากอ่านให้ได้อ่านของดีๆ
ตัว Blog เองเพิ่งเปิดได้ไม่นาน หนังสือที่แนะนำจึงยังมีน้อยอยู่ ถ้าใครมีหนังสือในดวงใจอยากจะแนะนำ ก็ขอเชิญชวนนะครับ เพื่อให้คนไทยเราได้อ่านหนังสือกันมากขึ้น...

สำหรับนักอยากเขียน หรือนักอยากแนะนำหนังสือติดต่อมาที่ผมได้โดยตรงหรือจะส่งมาที่ bookapool@hotmail.com ก็ได้ครับ แนวหนังสือไม่จำกัดนะครับ อะไรก็ได้ตามแต่คุณถูกใจ ;-)

ปล เราเองต่างรู้ดีถึงคุณค่าหนังสือว่ามีประโยชน์ ไม่เพียงแต่ตัวเราเท่านั้น แต่ลามไปถึงสังคมรอบข้างเราด้วย ดังนั้นผมคนไทย และคุณก็คนไทย ถ้าเราไม่ทำสิ่งดีๆ ให้แก่กันแล้ว จะไปทำให้ใครหล่ะครับ(กรุณาอ่านด้วยน้ำเสียงจริงจัง)

ปล2 ตอนแรกว่าจะเขียนไออุ่นลาวใต้ตอนใหม่ แต่เขียนนุ่นเขียนนี่ ทำนุ่นทำนี่ อ่านนุ่นอ่านนี่ กินนุ่นกินนี่อยู่ รู้สึกตัวอีกทีหมดวันแล่ว...
หลังจากชักแม่น้ำมาอ้างแล้ว ก็ขอยกยอดไปอาทิตย์หน้านะครับ :-D

ตัวหนังสือคุ้มครอง
ดวง
20070624 1:05

 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.