Thursday, July 12, 2007

"ของขวัญ"

เนื่องด้วยที่ทำงานผมอยู่ย่านใจกลางเมือง แต่โดยนิสัยส่วนตัวนั้นเป็นพวกชอบอยู่อย่างเรียบง่าย สบายๆ จึงทำให้ผมรู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนปริมาณมาก เมื่อคนมากมลพิษทางเสียง ทางอากาศ และหลายๆครั้งที่เป็นทางสายตาก็เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซ้ำเมื่ออาหาร เครื่องดื่มหรือแม้กระทั่งบริการมีไม่เพียงพอในยามที่ทุกๆที่ได้เวลาพัก กลไกตลาดจึงทำงานอย่างขันแข็งให้ข้าวของแพงขึ้น และปริมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับท้องที่อื่น จริงอยู่ของดีราคาสมเหตุสมผลก็พอมีให้เสาะหากันได้ แต่เนื่องจากเวลาพักเป็นตัวจำกัด ทำให้บ่อยครั้งการแย่งชิงเองเป็นสิ่งทีปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

ย้อนมองดูตัวเองก็เศร้าใจ ในเมื่อมลพิษที่รังเกียจนักรังเกียจหนา ตัวเองก็มีส่วนสร้างอยู่ไม่น้อย การแย่งชิงเองในบางครั้งก็มีส่วนร่วม ในเมื่อใจก็ไม่ชอบสิ่งแวดล้อมอย่างนี้แต่ก็ยังคงทำงานอยู่มาได้ตั้งนมนาน และนานพอที่จะทำให้บ่อยครั้งรู้สึกว่าฝุ่นละอองเป็นเรื่องปกติ ขยะเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกว่าจะได้สติก็ตอนออกไปท่องเที่ยวแล้วทำให้รู้ว่าอากาศที่สะอาดเป็นอย่างไร และธรรมชาติน่าอยู่ด้วยเพียงใด

ถ้าไม่มีงานที่สนุก เพื่อน พ้อง น้อง พี่ ที่น่ารัก เป็นตัวแปรสำคัญ ผมคงอยู่อย่างนี้ได้ไม่นานอย่างที่เป็น และถ้าไม่ได้รถไฟฟ้าทั้งบนดิน ใต้ดิน ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทนกับสภาพจราจรเวลาเดินทางไป กลับ ได้มากน้อยเพียงใด

ด้วยความสะดวกรวดเร็วของรถไฟฟ้า ทำให้ชีวิตวันทำงานและไม่ทำงานของผม มักจะฝากการเดินทางไว้ด้วยอยู่เป็นประจำ โดยสารชำนาญถึงขั้นรู้ว่าควรจะวิ่ง เดินเร็ว หรือเดินเนือยๆสบายอารมณ์จากที่ขายตั๋วถึงชานชาลา ถึงจะขึ้นรถไฟฟ้าได้ทันเวลา แบบพอดีเป๊ะๆ หรือแม้กระทั่งควรจะเข้าประตูใหนของขบวนแล้วทำให้ออกมาตรงบันไดชานชาลาพอดี ไม่ต้องเดินไกล

แต่ความสะดวกสบายในการเดินทางลดน้อยลงหลังจากเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในกรุงเทพช่วงวันปีใหม่ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคน ทำให้ผมเริ่มได้เห็น รปภ ยืนประจำทุกทางเข้าออกของรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อตรวจสัมภาระก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีสัมภาระอะไรอย่างผมนอกจากเป้สะพายหลังที่มีแต่หนังสือและกระดาษนิดหน่อย จึงยินดีเปิดให้ค้นเจอของเดิมทุกวันอย่างไม่อิดออด และไม่รู้สึกอะไรกับมาตราการนี้สักเท่าไรจะกระทั่งวันนี้...

วันที่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนแกะกระดาษห่อกล่องของขวัญอย่างบรรจง เพื่อให้ รปภ ตรวจค้นของที่อยู่ภายใต้กล่องและกระดาษห่อ ของขวัญที่เป็นตัวกลางส่งความสุขถึงผู้รับ คงสูญเสียความเป็นของขวัญของตัวมันเองไปจนหมด ในเมื่อผู้ส่งคงไม่เหลือความสุขไปส่งต่ออีกแล้ว

จากภาพที่เห็นนอกจากจะทำให้ผมเห็นใจผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาจับใจแล้ว ยังทำให้ผมหดหู่ใจและต้องถามตัวเองอย่างจริงๆจังๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา ผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรกับมาตราการรักษาความปลอดภัยหรือความเข้มงวดของ รปภ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นไปตามการป้องกันเหตุที่จะเกิด แต่คำถามที่ผมถามตัวเองนั้นยังให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ก่อนที่เขาจะฆ่าหรือทำร้ายคนที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาโกรธเกลียด เขาคิดอะไรอยู่ เขามีเหตุผลอะไรอยู่ในใจ

เราได้รับข่าวจากเหตุการณ์ฆ่ากันตายทุกวันในสามจังหวัดภาคใต้ จนเริ่มกลายเป็นข่าวสารในชีวิตประจำวันธรรมดาข่าวหนึ่ง ทั้งๆที่คนที่ถูกฆ่าตายนั้นไม่สมควรที่จะตายเลย

คงยากที่จะล่วงรู้ถึงเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลของผู้กระทำ ที่อาจจะมาจากจุดประสงค์บางอย่าง อุดมการณ์ หรือเอาเข้าจริงๆแล้วเขาอาจหาไม่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองฆ่าคนไปเพราะเหตุใด
แต่คงไม่ยากที่จะบอกว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ควรจะมีใครตาย ไม่ควรจะต้องมีใครสูญเสีย หรือได้รับความทุกข์ร้อน ในเมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย หรือแม้คนที่เกี่ยวข้องเขาสมควรที่จะได้รับโทษเป็นความตายหรือ



ผมไม่รู้ว่าจวบจนเมื่อไหร่ผมถึงจะหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้กับตัวเองได้


ผมไม่รู้ว่ากล่องของขวัญนั้นจะถึงผู้รับด้วยสภาพอย่างไร


ผมไม่รู้ว่าคนรับจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคนแรกที่ได้เห็นของขวัญในกล่องหลังจากห่อนั้น ไม่ใช่เค้าแต่เป็นรปภ


แต่ตอนนี้ผมรู้เพียงแค่ว่า...ถ้าเราเลิกฆ่ากัน ทำร้ายกัน มันจะกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่ส่งมาหาเราทุกคน...




ดวง
20070712 23:12

Saturday, July 7, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 10

อุบล#5

จากสวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง ผมนั่งรถต่อมาที่วัดหนองบัวที่อยู่ตรงชานเมือง ผมมาถึงโดยสวัสดิภาพครับ ไม่ใช่ว่ารถมันสุดสายที่นี่หรอกนะครับ เพราะถึงผมจะหลงเก่งอย่างไร มันต้องมีบ้างสิน่าที่โชคดีไม่หลง... และครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ จากข้อมูลในหนังสือท่องเที่ยววัดนี้จะมีพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย

พุทธคยานั้นเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยจะมีพระที่นั่งวัชรอาสน์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้อยู่ นอกจากนั้นยังมีองค์พระเจดีย์ศรีมหาโพธิวิหาร ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่ทำด้วยหินทราย สูงประมาณ 160 ฟุต ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างขึ้น เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พ.ศ.205 โดยเชื่อว่าตัวเจดีย์ใหญ่ได้รับการบูรณะและสร้างขึ้นใหม่เมื่อราวคริสตศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์วงศ์ปาละ แห่งแคว้นเบงกอล (ขอขอบคุณ google และเว็บอ้างอิงสำหรับข้อมูล)

สมัยก่อนเมื่อไปเที่ยววัดเที่ยววากับเพื่อนๆ นั้น ผมมักจะได้รับความหวังดีจากเพื่อนๆเสมอๆ โดยบอกให้ยืนรอข้างนอกวัด มันเป็นห่วงสุขภาพผมกัน กลัวว่าผมจะร้อน... เจออย่างนี้ผมก็เลยหันไปตอบว่า ผีบ้านเอ็งเหรอ เรียนพุทธศาสนาได้เกรด 4 นี่...คุยซะเลย โดยขณะพูดนั้นต้องยืดตัวให้ตรงๆ พองๆ ด้วย ภาษาชาวบ้านเขาจะเรียกว่าเบ่ง :-)

วัดนี้สงบมากครับ สงบจริงๆ สงบเงียบเชียบ ถึงขั้นอ้างว้าง วังเวงเลยทีเดียว นอกจากเจดีย์พุทธคยาที่ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว ผมมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอยู่ในระแวกวัดเลย แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาครับ (เพราะยังกลางวันอยู่) ผมเดินเข้าไปไหว้พระภายในตัวองค์เจดีย์ ซึ่งสวยและใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการไว้เยอะ จัดแจงถ่ายรูป พร้อมกับเดินดูภายในวัดไปเรื่อยๆ ตัวองค์เจดีย์นั้นจะมีสองชั้นซ้อนกันครับ ชั้นในเป็นสีทอง ส่วนชั้นนอกทำจากปูนสีขาว เท่าที่ทราบประวัตินั้นตัวองค์เจดีย์ในถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ พุทธศตวรรษที่ 2500 และหลังจากนั้นอีก 5 ปีถัดมาจึงได้มีการสร้างองค์เจดีย์องค์ใหญ่ครอบอีกที








วันพรุ่งนี้ผมจะเข้าลาวแล้ว ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่า จะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยจนกลับมาเมืองไทยได้หรือเปล่า ตัวเองก็หลงทางเก่งใช่ย่อย ที่พักก็ไม่รู้จะหาได้หรือไม่ และยังกังวลเลยเถิดไปถึงอันตรายจากการจี้ปล้นอีก... ภายใต้การกังวลต่างๆนาๆ ผมตัดปัญหาโดยการไล่โทรสั่งเสียก่อนเลย ซึ่งเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ผมโทรไปก็แสนจะดี ทุกคนคอยย้ำเตือนถึงของฝาก ให้ซื้อกลับมาด้วย...
เออ แฮะ ไม่ได้ห่วงตูเลย -_-''

ดวง
20070707 22:57

Sunday, July 1, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 9

อุบล#4

เขาว่ากันว่าลมหนาวมักจะทำให้เรารู้สึกเหงามากขึ้นเป็นพิเศษ...
อาจเป็นเพราะความเย็นแห้งๆ ชวนใจห่อเหี่ยวโหยหาเหือดแห้งหาย และหดหู่ลงเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะความอบอุ่นของตัวเราที่พรากจากเราไปพร้อมกับลมโดยไม่ทันได้ร่ำลา
อาจเป็นเพราะใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงโรย ทิ้งกิ่งไม้ไว้ข้างหลังเพียงลำพัง

ภายใต้บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าผมจะคิดถึงใครบ้างก็คงไม่ผิดนัก หรือถ้าผมจะหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาใครสักคนก็คงจะไม่น่าเกลียด แต่กลับกัน...ผมดันนั่งอมยิ้มไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดถึงใคร และโทรศัพท์มือถือยังคงหลับอยู่ที่เดิมของมัน
ผมไม่ได้ยิ้มให้กับความอ้างว้างเดียวดายของตัวเอง ซึ่งถ้าจะพูดว่าอ้างว้างก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เพราะจริงๆแล้วผมไม่ได้นั่งอมยิ้มตามลำพัง แต่ยังมีรอยยิ้มควบเสียงหัวเราะสดใสเคลื่อนที่ไปมาข้างหน้าผมเต็มไปหมด

ที่ๆผมนั่งคือทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลครับ ผมมาในช่วงเวลาเดียวกับโรงเรียนอนุบาลข้างๆกำลังจะมีกีฬาสีขึ้น ครูจึงนำนักเรียนในแต่ละสีมาซ้อมกีฬากันในสวน

ผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่ปฏิเสธความน่ารัก บริสุทธิ์ของเด็ก และเด็กแต่ละคนก็มีความสว่างสดใสประดับอยู่ในตัวเอง
และที่นี่...เด็กกว่าร้อยชีวิต เล่นเอาสวนสาธารณะสว่างไปหมดเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้จะสว่างขนาดใหน ก็ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อดวงตาของเราแม้แต่น้อย ซ้ำยังกลับทำให้ใจมีชีวิตชีวาตามเด็กๆไปด้วย

ผมนั่งมองอยู่นาน........จนเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนเก้ๆกังๆในตำแหน่งผลัดที่สามของกีฬาวิ่งผลัด เพื่อรับไม้ส่งต่อจากเพื่อน
แล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมความหวังจะทำให้ทีมตนเข้าที่หนึ่ง แต่ความตั้งใจท่ามกลางความตั้งใจก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อตัวเขามีช่วงขาที่สั้นกว่าคนอื่น ซึ่งแม้จะมีความคล่องตัวเข้ามาแทนส่วนที่ขาดหายก็ตาม แต่ก็ทำได้เพียงรักษาอันดับที่ไม้ก่อนหน้านี้ส่งมาเท่านั้น

ผมมองเด็กคนนั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมเป็นอย่างดี และถ้ามีโอกาสได้เข้าไปใกล้ ผมอยากจะนั่งฟัง ให้เขาเล่าจินตนาการ ความฝัน ความหวังในใจ อยากให้เขาแสดงตัวเป็นยอดมนุษย์ต่อสู้กับเหล่าร้ายให้ดู และอยากจะลูบหัวแล้วกระซิบบอกเขาเบาๆ ว่านี่คือสิ่งวิเศษที่ทุกๆคนได้มา ที่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปจากตัวเราเมื่อไร ดังนั้นรักษามัน กอดมันไว้ให้ดีๆนะ.........เด็กชายดวง



ผมลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกงตำแหน่งตูดของผู้ใส่พอสะอาด แล้วเดินเล่นรอบสวนไปเรื่อยๆ ในสวนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เดินดูเล่นครับ ตั้งแต่รูปหล่อขบวนแห่เทียนพรรษาจำลองขนาดใหญ่ ปฎิมากรรมแสดงสัญลักษณ์ ความแตกต่างระหว่างหญิงสาว ไทย ลาว เวียดนาม และเขมร หรือแม้กระทั่งเสาหลักเมือง





อากาศพอเริ่มอุ่นจากแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย... ผมถอดเสื้อแจ๊กเก็ตกันความเย็นอมความร้อนพับเก็บเข้าใส่กระเป๋า แล้วเดินต่อไปยังท่ารถเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายถัดไป พร้อมกับมือที่จูง........เด็กชายดวง


ดวง
20070701 15:33

Sunday, June 24, 2007

ฺBookapool (บุ๊ค-กะ-พูล)

เคยเดินเข้าไปในร้านหนังสือ พบเจอหนังสือที่ท่าทางถูกใจแต่ไม่แน่ใจว่ามันดีหรือเปล่า หรือบางทีหนังสือแนวที่ต้องการก็มีกันหลายแบบ หลายคนเขียนให้เลือก และไม่รู้ว่าจะเลือกเล่มใหนดีกันบ้างไหมครับ

มี Blog ใหม่มาแนะนำครับชื่อ Bookapool เป็น Blog ที่แนะนำหนังสือที่น่าสนใจให้รับทราบกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อหนังสือครับ
Blog นี้เป็น Blog ที่ผมกับเพื่อนและพี่ร่วมทำกัน หวังว่าจะช่วยนักอยากอ่านให้ได้อ่านของดีๆ
ตัว Blog เองเพิ่งเปิดได้ไม่นาน หนังสือที่แนะนำจึงยังมีน้อยอยู่ ถ้าใครมีหนังสือในดวงใจอยากจะแนะนำ ก็ขอเชิญชวนนะครับ เพื่อให้คนไทยเราได้อ่านหนังสือกันมากขึ้น...

สำหรับนักอยากเขียน หรือนักอยากแนะนำหนังสือติดต่อมาที่ผมได้โดยตรงหรือจะส่งมาที่ bookapool@hotmail.com ก็ได้ครับ แนวหนังสือไม่จำกัดนะครับ อะไรก็ได้ตามแต่คุณถูกใจ ;-)

ปล เราเองต่างรู้ดีถึงคุณค่าหนังสือว่ามีประโยชน์ ไม่เพียงแต่ตัวเราเท่านั้น แต่ลามไปถึงสังคมรอบข้างเราด้วย ดังนั้นผมคนไทย และคุณก็คนไทย ถ้าเราไม่ทำสิ่งดีๆ ให้แก่กันแล้ว จะไปทำให้ใครหล่ะครับ(กรุณาอ่านด้วยน้ำเสียงจริงจัง)

ปล2 ตอนแรกว่าจะเขียนไออุ่นลาวใต้ตอนใหม่ แต่เขียนนุ่นเขียนนี่ ทำนุ่นทำนี่ อ่านนุ่นอ่านนี่ กินนุ่นกินนี่อยู่ รู้สึกตัวอีกทีหมดวันแล่ว...
หลังจากชักแม่น้ำมาอ้างแล้ว ก็ขอยกยอดไปอาทิตย์หน้านะครับ :-D

ตัวหนังสือคุ้มครอง
ดวง
20070624 1:05

Thursday, June 14, 2007

จินตนาการ-ความสุข-ตัวเรา

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดอาการตีบตันทางความคิด
เหมือนก๊อกจินตนาการถูกปิดไปอย่างกระทันหัน
ขาดความเพลิดเพลิน ขาดความสุขไปโข...

อาจเพราะทำงานหนักเกินไป จนไม่มีเวลาปล่อยใจให้ได้หยุดพักบ้าง
อาจเพราะหวังในสิ่งที่ไม่แน่นอน จนตัวเองต้องไปกังวลกับความหวังซะเอง
รู้ทั้งรู้ ว่าควรจะคิดอย่างไรถึงจะผ่อนคลาย แต่มือยังคงยึดเหนี่ยวไว้ไม่ยอมปล่อย
ยึดไว้จนมือล้า และใจเริ่มอ่อนแรง...

เมื่อใจอ่อนแอ ทุกข์เล็กทุกข์น้อย ก็ทำร้ายเราได้มากกว่าที่เคย...

คงได้เวลาหลบไปพัก ไปหาจุดสมดุลให้ตัวเองบ้าง
ให้ตัวเองได้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้นอีก กว่านี้...

ดวง
20070614 11:44

Sunday, June 3, 2007

ดีหรือบ้า?

"บ้ากับดีห่างกันเพียงเส้นด้ายบางๆ"
เมื่อเราค้นพบอะไรบางอย่างที่มีอิทธิพลกับจิตใจเรา ดุจดังแสงสว่างที่เรารอคอย ดุจดังปลายทางที่เราจินตนาการ หรือบางทีหล่นมากระทบดั่งเม็ดฝนหลงฤดู
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแสงสว่าง หรือปลายทาง หรือเม็ดฝนนั้นเปลี่ยนเราให้เป็นคนดี หรือบ้า?

คนใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นวิ่งอยู่ในห้าง เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนลุกให้ผู้ชายกำยำนั่งบนรถเมล์ เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนสะพายกระเป๋าโดยที่ไม่มีเงินติดตัว ก้าวเท้าเดินไปไกลกว่าพันกิโลเมตร เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนเป็นกษัตริย์ ละทิ้งทรัพย์สมบัติทุกอย่าง แล้วออกไปอดอาหาร เป็นคนดีหรือคนบ้า?

ลูกชายผู้ซึ่งทำตัวเหลวแหลก สำมะเรเทเมา ไม่สนใจใยดีคนรอบข้าง แม่กระทั่งครอบครัว
แต่แล้ววันนึงความคิดทุกอย่างกับตาลปัต เมื่อแม่ที่เขาโมโห ล้มป่วย
เขาวิ่งร้องไห้ เข้าไปในห้างที่ติดกับบ้านเขา กำเงินทั้งหมดที่มี เพื่อซื้อยาประจำตัวของแม่ ที่พึ่งหมดลงพร้อมกับอาการที่กำเริบขึ้นมา
แม่รอเขาอยู่ เขาไม่สามารถปล่อยเวลาที่มีค่าหล่นหายไปสักวินาที แม้กระทั่งเปลี่ยนชุด
เขาสัญญากับตัวเองว่า ถ้าเขาซื้อยามารักษาแม่ทัน "เขาจะทำตัวให้ดีและจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่อย่างคุ้มค่า..."
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?

ในตอนกลางวัน ท่ามกลางอากาศร้อน มลพิษ และรถติดของกรุงเทพฯ
แต่ในรถเมล์สายหนึ่งที่แน่นขนัดไปด้วยคนเบียดเสียดยัดเยียดอยู่นั้น
ผู้หญิงคนหนึ่ง ลุกให้ผู้ชายกำยำนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตนเคยเป็นเจ้าของ
เพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ได้สนใจ ไปกว่าความอ่อนเพลีย และหงุดหงิดกับสภาพแย่ๆรอบตัว
เธอเห็นเลือดที่ไหลอยู่ปลายเท้า พร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว...
ถ้าผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไป คนที่อยู่ข้างหลังเขาจะรู้สึกอย่างไร
และถ้าผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไปต่อหน้า โดยที่เธอไม่ได้ช่วย เธอคงจะไม่ให้อภัยตัวเธอเองเลย
เธอพาเขาส่งโรงพยาบาล ในสองป้ายรถเมล์ถัดไป ท่ามกลางคนในรถเมล์ที่ห่วงกับสภาพตัวเอง...
เธอเป็นคนดีหรือคนบ้า?

การเดินจะเป็นขบวนการข้ามให้พ้น...
พ้นความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ยึดติดอยู่
พ้นความรู้สึกเกลียดชังต่อผู้อื่นที่ถูกทำให้เป็นคู่แข่งขัน
พ้นความรู้สึกกลัว ในความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว
ผมจะใช้การเดินเป็นขบวนการเรียนรู้ที่จะทำลายความรู้สึกเสียดาย รู้สึกกลัวที่มีอยู่ในใจผม
ผมจะเดิน....เดิน.... เดินจนกว่า ความรู้สึกเสียดาย (ความโลภ) ความรู้สึกเกลียด (ความโกรธ) และความรู้สึกกลัว (ความหลง) จะลดน้อยเบาบางลง
เมื่อใดที่ความโลภ-โกรธ-หลง ในใจเบาบางลง เมื่อนั้นผมคงได้สัมผัสกับจินตนาการในยามเยาว์วัย
ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ต่อนักศึกษาในคาบสุดท้าย ของวิชาปรัชญา ม.เชียงใหม่
และก่อนลาออกจากราชการหลังจากนั้น เพื่อเดินทางจากเชียงใหม่มาสมุย โดยไม่พกเงินติดตัวเลย...
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?


เจ้าชายคนหนึ่งทางอินเดีย ผู้ซึ่งละทิ้งทุกอย่าง ทรัพย์สิน เงินทอง พ่อ แม่ ภรรยา และลูก เพื่อค้นหาหนทางดับทุกข์
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?

เมื่อเราค้นพบสิ่งที่เราค้นหา ที่ผ่านการตรึกตรองด้วยสติแล้วนั้น เราต้องกอดมันไว้ แล้วเดินฝ่ากระแสสังคม เพื่อทำในสิ่งที่เราเชื่อ ก็เท่านั้นเอง...
เอ...แล้วนี่ผมเป็นคนดีหรือคนบ้ากันหล่ะ?

ดวง
20070502 5:13

Monday, May 28, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 8

อุบล#3

การได้รู้ประวัติศาสตร์ น่าจะทำให้เที่ยวในเมืองนั้นได้สนุกขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
ดังนั้นที่ๆสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ตามประสาคนเมืองที่ต้องการอะไรรวดเร็ว ฉาบฉวย อย่างผม
พิพิทธภัณฑ์ประจำจังหวัดคงเป็นคำตอบ...

หลังจากกินข้าวเช้าและโทรไปยืนยันความมีชีวิตอยู่กับแม่ พร้อมกับยังคงมุสาอยู่อย่างต่อเนื่องว่าเพื่อนๆนั้น ยืนอยู่ข้างๆ
ทั้งที่ความจริงจะมองไปเห็นเพียงชายหนุ่มที่นั่งมองดูสายน้ำมูลอยู่อย่างเปลี่ยวเหงาก็ตาม
ผมเข้าใจว่าแม่คงไม่มีโอกาสได้อ่านเรื่องราวที่เขียนนี้แน่นอน แต่ลูกคนนี้อยากจะขอโทษที่มุสาออกไป...
และถ้าขอโทษล่วงหน้าได้เหมือนการฝากเงินเข้าธนาคาร ก็อยากจะขอโทษฝากเพิ่มเข้าไปอีกสักสองสามครั้ง แหะๆ

ผมกางแผนที่หาทางไปพิพิทธภัณฑ์ ได้ความว่าเดินไปไม่ไกลก็จะเจอ
เรื่องเดินนี่ของถนัดของผมอยู่แล้วครับ ถ้าอากาศเป็นใจ และการเดินทางนั้นไม่ต้องเร่งรีบ ผมมักจะไม่ปล่อยโอกาสที่จะเดินอยู่เสมอ...

ที่อุบลเช่นกัน อากาศกำลังเย็นสบายและการได้เดินชมเมืองอุบลไปเรื่อยๆ คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย ผมเดินชมเมืองไปเรื่อยๆสักพักก็ถึงพิพิทธภัณฑ์ครับ แต่...
ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่ข้างหน้า โดยมือซ้ายถือกล้องถ่ายรูป มือขวาถือหนังสือท่องเที่ยว ปากขมุบขมิบๆ จับใจความได้ว่า เป็นไปได้ไงวะๆๆๆๆๆๆ
พิพิทธภัณฑ์มันปิดครับ... วันอังคารเนี่ยนะ ผมคิดในใจ เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมาก
ผมรีบเปิดหนังสือท่องเที่ยวเช็คดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ ได้รับการยืนยันว่าพิพิทธภัณฑ์ปิดวันจันทร์กับอังคารจริงๆ ที่จริงก่อนหน้าที่จะเดินทางมา ผมมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าวันอังคารผมจะได้เข้าพิพิทธภัณฑ์แน่นอน เป็นความมั่นใจที่ปราศจากการตรวจสอบข้อมูลครับ ก็พิพิทธภัณฑ์บ้าที่ใหนจะปิดวันอังคาร...

ประโยคคำถามวิ่งเข้ามาในหัวมากมาย.. ทำไมปิดวันธรรมดาไม่ปิดเสาร์ อาทิตย์? แล้วทำไมเลือกปิดวันจันทร์ อังคาร?
สถานที่ราชการอื่นยังปิดวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ราชการหรือ?
ขณะคิดตัวยังยืนนิ่งมือซ้ายยังถือกล้องถ่ายรูป มือขวายังคงถือหนังสือท่องเที่ยว แต่ปากเลิกขมุบขมิบแล้ว(กลัวยามของพิพิทธภัณฑ์จะเดินมาล็อกคอหาว่าเล่นของใส่แก) อยู่หน้าป้ายที่เขียนว่า "วันนี้พิพิทธภัณฑ์ปิด"

คิดสักพักผมก็ถึงบางอ้อ นั่นสิ... ถ้าปิดเสาร์ อาทิตย์ พ่อแม่จะจูงลูกเล็กเด็กแดง มาศึกษาประวัติศาสตร์ในวันหยุดพักผ่อนก็ไม่ได้ และนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาช่วงสุดสัปดาห์กันก็เข้าไม่ได้ ซึ่งไอ้นักท่องเที่ยวที่มาแบบผิดปกติอย่างผมเนี่ย จะเข้าไม่ได้ก็คงไม่เป็นไร เพราะเขาต้องรักษาคนหมู่มากไว้ก่อน จึงไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์บ้า แต่เป็นผมเองต่างหากที่บ้าที่คิดว่าพิพิทธภัณฑ์จะปิดเสาร์ อาทิตย์ เหมือนสถานที่ราชการอื่นๆ หรือธนาคาร -_-''

ถ้าปิดวันจันทร์กับอังคาร ก็หมายความว่าผมหมดสิทธิ์เข้าแน่นอน เพราะตามกำหนดการพรุ่งนี้ผมจะต้องข้ามไปลาวแต่เช้า ถ้าจะให้ต้องเลื่อนข้ามไปลาวในวันถัดไป คงไม่ดีแน่เพราะผมจองตัวรถกลับไว้แล้ว ทำให้ผมจะต้องหั่นวันที่อยู่ลาวให้น้อยลง ลามไปถึงกำหนดการเที่ยวลาวที่วางไว้ต้องปรับใหม่อีก ซ้ำช่วงปีใหม่เลื่อนตั๋วรถกลับได้ง่ายๆซะที่ใหน

ปิ๊ง! แต่ใช่ว่าไม่มีทางออก... เพราะยังไงผมต้องกลับมาที่อุบลอีกทีอยู่ดี ตามแผนที่วางไว้ผมจะกลับมาประมาณวันอาทิตย์ ซึ่งน่าจะมีเวลาให้ได้เข้ามาเยี่ยมชม... ผมยืนยิ้มด้วยความรู้สึกโชคดีที่สามารถเก็บพิพิทธภัณฑ์เอาไว้อยู่ในแผนได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้หรอกว่าเมื่อกลับมาวันอาทิตย์แล้ว พิพิทธภัณฑ์มันปิดเนื่องจากวันหยุดปีใหม่!!!

หลังจากหาทางออกได้แล้ว(โดยที่ไม่รู้หรอกว่ามันไม่ใช่ทางออกแต่เป็นทางตัน)ผมก็เดินไปวัดศรีอุบลต่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิทธภัณฑ์นัก วัดนี้จะมีพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับวัดเบญจมบพิตรในกรุงเทพฯครับ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม พระคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต ประเทศลาว



ผมเข้าใจเอาเองว่าวัดนี้น่าจะเป็นวัดประจำจังหวัดอุบล โดยดูจากชื่อวัด และความสำคัญของพระที่ประดิษฐานอยู่ แต่เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว ต้องพบกับความแปลกใจ ที่ไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แม้กระทั่งชาวบ้านเองนับได้คงไม่เกินความสามารถของนิ้วทั้งสองมือเป็นแน่
แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมมักไม่ชอบไปใหนมาใหนที่มีคนเยอะๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว...
ไหว้พระ ถ่ายรูปโบสถ์ ถ่ายพระพุทธรูป ถ่ายพระสงฆ์ ญาติโยม ลามไปจนถึงรูปหมา จนเป็นที่สาแก่ใจ ก็ออกมานั่งจดบันทึกตรงโต๊ะม้าหินชานวัด ภายใต้บรรยากาศที่ สงบ เงียบ เย็นสบาย
เที่ยวครั้งนี้ผมพกสมุดไปเล่มนึงครับ เพื่อที่จะได้มาระลึกถึงความหลังได้ว่าตัวเองไปทำอะไรมาบ้าง ประทับใจอะไรบ้าง ขณะนั้นรู้สึกอย่างไร มีความคิดอย่างไร
ข้อความในใจที่ผมเลือกที่จะเขียนเก็บลงไปนั้น ทั้งหมดจะเป็นความรู้สึกดีๆครับ ส่วนความรู้สึกไม่ดีที่พบเจอมาบ้างนั้น ผมขอทิ้งไว้ให้สายลมพัดพาไป...

โอกาสที่ได้นั่งจดบันทึก สำรวจสิ่งรอบๆกาย คงเป็นข้อดีของการมาเที่ยวคนเดียว ที่ให้อิสระกับเราได้เต็มที่ อยากจะดื่มด่ำหรือใช้เวลากับอะไร ก็สามารถทำได้ตามที่ใจต้องการ ต่างจากการมาเที่ยวเป็นกลุ่ม ที่จะต้องรอไปพร้อมกันเสมอ จึงทำให้เวลาต้องการทำอะไรต้องคิดถึงคนหมู่มากไว้ก่อน
อย่างว่าครับเมื่อได้รับสิ่งดีๆมา ก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน ซึ่งก็คือความเหงาที่ถูกยัดเยียดเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แฮ่ม... แต่ว่ายกแรกถือผมตั้งการ์ดต่อยเก็บคะแนนได้ดีกว่าครับ เพราะยังปฎิเสธไม่รับความเหงาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกได้ :-)



จดบันทึกเสร็จ ผมจำต้องหาสถานที่เที่ยวใหม่แทนพิพิทธภัณฑ์ที่พลาดไป เปิดดูแหล่งที่เที่ยวสักพัก ก็ได้เป้าหมายใหม่เป็นวัดหนองบัว เป็นวัดที่มีเจดีย์พุทธคยาจำลองอยู่ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อของทางจังหวัด ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีวัดก้านเหลือง ที่นี่เป็นที่ๆมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาสมัยโบราณอยู่ หวังว่าคงตอบความต้องการของผมแทนที่พิพิทธภัณฑ์ได้ไม่มากก็น้อย
สองที่นี้อยู่ชาญเมืองของอุบลครับ ซึ่งดูๆแล้วน่าจะพอไหว และที่สำคัญ!! ถ้าหลงก็น่าจะหาทางกลับมาได้ไม่ยากเย็นเท่าไร...
เอาหล่ะ! พร้อมแล้วเดินต่อดีกว่า...

ดวง
20070528 10:35

 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.