Sunday, June 6, 2010

บาลี้ บาหลี

หายไปนาน....นานจริงๆ ^^''

ผมเคยคิดว่าจะอัพบล๊อคให้ได้ก่อนครบปี ซึ่งตอนนี้ก็ผ่านมาจนจะเป็นหนึ่งปีกับหนึ่งเดือนแล้ว แม้จะละอายใจกับตัวเองอยู่บ้าง แต่ก็เหมือนจะด้านพอตัว เพราะปล่อยผ่านมาได้อีกหนึ่งเดือน...

พี่ๆ น้องๆ หลายคนถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า ลาวใต้ นี่ยังจำได้อยู่หรือเปล่าว่าจะเขียนอะไรต่อ ซึ่งผมก็ได้แต่ตอบไปว่าไม่ต้องห่วงครับ ยังพอสามารถเขียนต่อได้ เพราะจดข้อมูลไว้แล้ว ขาดอย่างเดียวตอนนี้....ความขยัน

และมาคราวนี้ หาใช่เขียนลาวใต้ต่อไม่ แต่ขอคั่น (อีกแล้ว) ด้วยทริปล่าคือบาหลีครับ

เมื่อกลางเดือนพฤษภาที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสไปบาหลีกับเพื่อน ๆ MBA โดยตลอดทั้ง 8 วันผมสามารถตั้งข้อสังเกตและสรุป บาหลีในความคิดผมได้ดังนี้ครับ

1. บาหลีเป็นเกาะที่ครบเครื่องมาก ถ้าเป็นอาหารจะเป็นพวกรวมมิตรครับ ทะเล น้ำตก ภูเขา อารยธรรม ดิสโก้เธค และอื่นๆ อีกมากมาย รวมอยู่ในเกาะเดียว เกาะเล็กๆ แห่งนี้
2. ถนนที่บาหลีลาดยางทั้งหมด สามารถขับขี่ได้อย่างราบเรียบ แต่ไม่ราบลื่น เพราะเลนของถนนค่อนข้างแคบ
3. รถยนต์ที่นี่เป็นเกียร์แมนวลเกือบทั้งเกาะ
4. คนที่นี่ขับรถค่อนข้างเรียบร้อย จะมีขับรถน่ากลัว และหวาดเสียวอยู่คนเดียว คือพี่คนขับที่เราจ้างไว้ขับรถพาเที่ยวเนี่ยแหล่ะ
5. คนบาหลีที่อยู่ตามเมืองท่องเที่ยวหรือเมืองใหญ่ สามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีเกือบทุกคน ยกเว้นพี่คนที่เราจ้างไว้ขับรถพาเที่ยวอีกเช่นเดิม
6. ร้านอาหารที่คิดราคาอาหารตามน้ำหนัก สามารถทำให้คนกิน ปวดตับเพราะกังวลว่าเงินจะไม่พออยู่ต่อ ก็เป็นร้านอาหารที่คนขับคนเดิมพาไป.... เวรกรรมแท้ๆ
7. วัดในบาหลีจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่คนที่ไม่ได้นับถือศาสนาฮินดูเข้าได้ และเข้าไม่ได้ และวัดจะมีผ้าคาดเอว พร้อมโสร่งให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยว
8. สำหรับนักท่องเที่ยวนั้นการเที่ยววัดในบาหลี เหมือนกับวัดในประเทศไทย คือวัดแรกจะตื่นเต้นมาก ทุกอย่างดูสวยงามไปหมด และจะลดลงเรื่อยๆ ตามจำนวนวัดที่ไป เมื่อถึงวัดที่ 5 เราจะมองวัดนั้นอย่างผ่านๆ
9. คนบาหลีไม่เน้นโกงเงิน แต่เน้นโก่งราคา ดังนั้นเราสามารถต่อราคาได้เกือบทุกอย่างในบาหลี
10. ราคาที่แท้จริงนั้น ยากที่จะทราบได้ ทั้งนี้ใครได้ราคาเท่าไร ขึ้นอยู่กับความพยายาม และชั้นเชิงล้วนๆ
11. คำพื้นฐานที่พ่อค้าแม่ค้าทุกคนใช้พูดคือ How much you want ? โดยใช้ในกรณีที่เรามีสีหน้าลังเลกับราคาที่เค้าตั้งไว้ ถือว่าเป็นแทคติกอย่างนึง เพราะถ้าเผลอต่อโดยที่ยังให้ราคาสูงอยู่ เค้าจะโอเคราคานั้นกับเราทันที
12. การประเมินค่าของสินค้า โดยใช้ราคาในประเทศไทยเทียบ และหักลดอีกสักหน่อยเป็นวิธีที่ Win-Win ที่สุดแล้ว
13. ถ้าเราไม่รู้ราคาสินค้าที่เมืองไทย วิธีที่ดีที่สุดคืออย่าไปต่อ แต่ให้เดินหนี ราคาจะลดลงเองตามระยะห่างของเรากับร้าน พร้อมกับเสียงตะโกน How much u want ๆๆ ตลอดเวลา
14. ถ้าเราต่อราคาหนักมาก พ่อค้า แม่ค้า จะทำหน้าบูด และร้องโอดโอย ประหนึ่งโดนเสียบข้อเท้าระหว่างเลี้ยงบอลอยู่
15. ถ้าแม่ค้า พ่อค้า โอเคขาย แต่บอกว่า No bag หรือไม่ใส่ถุงให้ แสดงว่าเราได้ราคาถูกมาก
16. สถิติสูงสุดที่ต่อได้คือจาก 2,500,000 รูเปียะห์ เหลือ 100,000 รูเปียะห์ หรือ 25 เท่า สุดท้ายก็ไม่เอา เพราะรู้สึกว่าร้านค้าโก่งราคา และตื้อเกินไป (คนขายพูดอย่างกันเองก่อนว่าเพราะเราเป็นคนไทยเลยให้ 2,500,000 ถ้าเป็นฝรั่งเค้าตั้งราคา 6,500,000 ฟังแล้ว....อมิตาพุทธ )
17. ถ้าเข้าร้านอาหาร โดยเฉพาะตามแหล่งท่องเที่ยว ถ้าไม่เห็นป้ายราคา ควรถามราคาก่อนซื้อ เพราะแม้ว่าก่อนหน้าคนบาหลีจ่ายเพียง 3,000 แต่เราอาจโดนถึง 20,000 รูเปียะห์ได้
18. หาดคูตาเหมือนภูเก็ต และอูบุดก็เหมือนเชียงใหม่ ดังนั้นใครใคร่ชอบอันใหนเลือกอยู่ได้ตามใจครับ
19. การได้ลองกินอาหารถิ่น สามารถสร้างความสุขได้ อาหารหลายๆ อย่าง ถือว่าอร่อยทีเดียว
20. ร้านอาหารที่ชอบที่สุดที่บาหลีคือ Bebeg bengil เขียนอย่างนี้เปล่าหว่า??? อยู่ถนนหนุมาน ในอูบุด และร้านที่มีพนักงานนิสัยดีที่สุดคือ Totemo อยู่เมืองคูตา
21. ที่พักที่ควรเลี่ยงคือ Adus ที่เมืองคูตา ..... ไม่ไหวด้วยประการทั้งปวง

โดยรวมบาหลี เป็นเกาะที่น่าเที่ยว สวย สงบ และงามครับ หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่หลายวัน คิดว่าถ้ามี Asia 0 บาทอีก ก็จะไปอีก ^^

ดวง
20100606 20:51

Saturday, May 9, 2009

ขอทาน episode II

กลุ่มถัดมาเป็นขอทานกลับบ้านไม่ถูก แกจะมาพร้อมกับป้ายกระดาษที่บรรจุตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวว่าทำไมแกถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ และที่สำคัญบอกว่าแกต้องการจะไปใหนต่อ โดยทั้งหมดที่ผมเห็น ที่หมายต่อไปคือบ้านเกิดครับ ขอทานกลุ่มนี้นับว่าน่าเห็นใจมาก เพราะแกเหมือนมาจากเมืองลับแลที่ไม่มีวันกลับไปได้ บางคนผมเห็นมาหลายเดือนแล้ว แกก็ยังมีปัญหากับการกลับบ้านแกอยู่ แต่เจออย่างนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่า แกมีบ้านให้กลับ ก็น่าจะมีญาติ หรือคนรู้จักอยู่ที่บ้านหรือละแวกบ้านแก ถ้าอับจนหนทางจริงๆ การจะโทรหรือติดต่อเพื่อให้คนทางบ้านแกช่วยเหลือก็น่าจะเป็นไปได้ ผมว่าคนไทยยังไงก็ปล่อยให้คนรู้จักเดือดร้อนขนาดต้องขอทาน นอนข้างถนนไม่ได้หรอกครับ หรือเอาเข้าจริงชีวิตอาจโหดร้ายมากกว่าที่ผมคิด แกอาจจะไม่มีญาติสนิทมิตรสหายเหลืออยู่เลย หรือแม้กระทั่งที่จะซุกหัวนอน...... ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง กลับไปก็ดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรเท่าไร ถึงกลับไปได้ก็อาจจะต้องหาเงินทุน เพื่อกลับมากรุงเทพฯอีก

ถัดมาเป็นขอทานแบบไม่ให้เหรอ....จำไว้ -*-
เคสนี้นับว่าแปลกพอสมควร อารมณ์คล้ายๆ โดนกรรโชกเล็กๆ แต่กลับรู้สึกผิดหน่อยๆ ผมเจอเคสนี้ตอนกำลังรอรถเมล์แถววงเวียนใหญ่เพื่อที่จะกลับบ้านครับ ระหว่างรออยู่ก็มีความรู้สึกว่าโดนรังสีกดดันอย่างหนักมาจากข้างๆ โดยปกติแล้วระหว่างรอรถเมล์ผมจะมีกิจวัตรประจำตัวอยู่สองอย่าง คือไม่มองไปว่ามีรถเมล์ที่รอมาหรือยัง ก็จะอ่านหนังสือไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ผมไม่ค่อยสนใจอะไรรอบข้างเท่าไรนัก นี่เองทำให้กว่าผมจะรู้ตัว ไอ้คนแผ่รังสีก็มายืนจ้องหน้าอยู่ข้างๆแล้ว เข้าใจว่าแกอาจแผ่รังสีมานานพอควร พอผมไม่รู้สึกตัวมันก็เลยเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่ในระยะประชิด เจ้าของรังสีอำมหิตนี้เป็นผู้ชายอายุประมาณ 40 กว่าๆ ได้ หน้าตาเป็นในแนวคนเชื้อสายจีนที่มีร้านค้าเป็นของตัวเอง รูปร่างท้วม ใหญ่พอควร ผมหันมาเจอแกจ้องหน้าพร้อมหายใจ ฟึดๆๆๆ เหมือนวัวกระทิง ก็ผงะไปหน่อย อารามคิดว่านี่ตูไปเหยียบเท้าแกเปล่าวะ หรือตูยืนบังทำให้แกมองสายรถเมล์ไม่ชัดหรือเปล่า ระหว่างความคิดกำลังเตลิดนั้น แกก็บอกสาเหตุการอาฆาตว่า "ขอตังค์ยี่สิบเด่ะ" เท่านั้นแหล่ะครับ งง!! คือไม่คิดว่าบทมันจะหักมุมขนาดนี้
จากหน้าตาที่อาฆาต และลมหายใจฟึดๆๆๆ ประหนึ่งผมเคยไปทำร้ายบรรพชนพี่แกตั้งแต่ปางก่อน แต่ดันกลับมาของตังค์ ไอ้สิ่งที่แกทำลงไปทำให้ผมต้องชั่งใจมาก เพราะผมได้ให้สัญญากับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่ให้เงินขอทานคนใหน แต่สำหรับกรณีนี้ ถ้าผมไม่ให้แกจะต่อยผมไม๊เนี่ยย!! ผมชั่งใจอยู่สักพักก่อนตัดสินใจบอกไป อย่างห้วนๆ เล็กน้อยว่า "ไม่ให้" พร้อมดูท่าทีแกทันที เกิดแกทำอะไรวู่วามจะได้หลบทัน (หวังว่านะ) สรุปว่าพอตอบแกไปอย่างนั้น จากหน้าตาอาฆาตๆ กลายมาเป็นมองแบบค้อนๆ หน่อยๆ แล้วพูดว่า "จำไว้"
..
...
....
.....
...... ไอ้มนุษย์หักมุม!!! จะหักมุมไปถึงใหนเนี่ย หัวใจจะวาย เท่านั้นยังไม่จบ พอแกผิดหวังจากผม แกก็เดินไปส่งสายตาอาฆาตผู้หญิงอีกคน ซึ่งยืนถัดจากผมไปไม่ไกล ผู้หญิงคนนั้นให้ครับ ก็น่าจะให้อยู่หรอก น่ากลัวซะขนาดนั้น พอตามนุษยหักมุมนั่นรับตังค์แกก็หันมาทางผมแล้วบ่นพร้อมชี้มาว่า "แค่นี้ให้ไม่ได้" โดนดอกนี้นี่สะอึกเลยครับ ผมว่าผมทำถูกนะ แต่ดันรู้สึกผิดแฮะ แล้วไอ้สิ่งที่แกทำเนี่ย มันทำให้ผมนึกถึงสมัยอนุบาล ที่เวลาเพื่อนเรางอน ก็มักจะเดินห่างจาก ตัวเราไปสองสามก้าว แล้วหันกลับมาพร้อมพูดว่า "โป้ง!! เราโป้งเธอแล้ว" แล้ววิ่งหนีไป..... ไอ้ตอนนั้นก็ดูน่ารักดี แต่ตอนนี้เนี่ย...อายุสองฝ่ายรวมกันเลยแซยิดไปแล้ว มันขนลุกจริงๆ นะ......พี่มนุษย์หักมุม

กลุ่มถัดมาเป็นขอทาน(อาจจะ)สมัครเล่นครับ ลักษณะของกลุ่มนี้การพูดการจานั้นมีให้ความรู้สึกว่าเกรงใจที่จะต้องขอเป็นอย่างมาก เดือดร้อนจริงๆ ถ้าให้แล้วจะไม่ขอใครอีก มักจะพบเห็นในที่ๆ ขอทานทั่วไปไม่อยู่กัน
โดยปกติแล้วผมค่อนข้างจะโอเคกับขอทานกลุ่มนี้มากที่สุด เพราะดูเป็นธรรมชาติมากทั้งการพูดการจาและสถานที่จะให้เงิน ให้ความรู้สึกว่าขอเพราะเดือดร้อนจริงๆ และไม่ได้ขอทุกวันจนเป็นอาชีพ ซึ่งเมื่อผมมองแล้วว่าดูไม่เหมือนขอทาน ผมก็มักจะให้เงินช่วยเหลือตลอด แต่ก่อนให้ผมก็ขอสอบถามหน่อย อย่างถ้าจะกลับบ้านก็จะถามว่ากลับยังไง นั่งรถสายอะไร ต้องขึ้นที่ใหน เพื่อเป็นการยืนยันอีกทีครับ เพราะถ้าจะกลับรถเมล์แต่ดันไม่รู้สาย หรือเกิดบอกสายรถเมล์มาแล้วมันไม่ได้ผ่านบ้านแก นี่มันยังไงๆ อยู่ แต่ก็มีอยู่คนนึงที่ให้แล้วอยากเอาเงินคืนจริงๆ คือวันนั้นผมเจอป้าแกตอนประมาณเกือบสี่ทุ่มแถวสะพานปิ่นเกล้า แกมาขอตังค์ผมยี่สิบเป็นค่ารถเมล์กลับบ้าน ผมก็ถามไปตามธรรมเนียมว่าป้าจะกลับสายอะไรเหรอครับ พอแกตอบมา เราก็เอ๊ะ นั่นมันรถ ปอ นี่ ผมก็หวังดีกลัวแกจะใช้เงินหมดเร็ว เลยแนะนำสายรถเมล์ธรรมดาไปให้ พร้อมยื่นตังค์ไปให้แก แกก็ยิ้มรับ แล้วบอกว่าขึ้นปอ ดีกว่า
..... โอ้วว รสนิยมหรูกว่าตูอีก ธรรมดาตูไปแถวนั้นนี่รถ ปอ ไม่ได้อยู่ในหัวเลย ใจตอนนั้นอยากจะขอแบงค์ยี่สิบคืนแล้วให้เหรียญสิบแทน แต่อ้อยเข้าปากช้างไปแล้ว จะไปแงะออกเดี๋ยวช้างตบหัวเอา เลยได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า แกอาจจะลำบากมาทั้งวัน คงอยากสบายบ้าง หลังจากนั้นแกก็ชวนผมคุยนุ่นคุยนี่ไปเรื่อยเปื่อย เป็นเหมือนบริการคลายเหงาระหว่างรอรถเมล์ ผมคุยกับแกได้สักพักผมก็ต้องลาแกกลับบ้านเพราะรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนผมมาแล้ว

จบแล้วครับเรื่องขอทาน อ่านพอขำๆ นะครับ แม้ว่าชีวิตจริงของขอทานจะไม่ขำเลยก็ตาม สำหรับเรื่องการช่วยเหลือคน ก็เป็นดุลยพินิจของแต่ละคนไป เอาตามสบายใจ แต่ขอเพียงอย่าปล่อยให้ใจเราแห้งเหือดจนมองคนที่ลำบากกว่าเป็นสิ่งมีชีวิตคนละประเภทกับเรา เพราะถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้ว เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีเพียงชีวิต.......เท่านั้นเอง


20090509 22:25
ดวง

Friday, February 20, 2009

ขอทาน Episode I

เคยให้เงินขอทานไหมครับ?
ผมเพิ่งให้เงินขอทานไปเมื่อไม่นานมานี้ หลังจากไม่เคยให้เป็นเวลานานพอสมควร...

ถ้าจะย้อนไปเรื่องความสัมพันธ์เกี่ยวกับขอทานของผมนั้น คงเริ่มต้นตอนสมัยยังเป็นนักเรียนประถมอยู่ครับ โดยตอนนั้นถ้าผมเจอขอทาน ผมก็จะให้บ้าง ตามแต่อารมณ์ แต่ก็จะมียายขอทานอยู่คนหนึ่ง แกมีฐานที่มั่นประจำอยู่บนสะพานลอยปากซอยโรงเรียนผม ซึ่งผมต้องข้ามไปกลับทุกวัน ผมจำได้ว่าผมไม่ได้รู้สึกว่าแกเป็นขอทานสักเท่าไร กลับรู้สึกว่าแกเป็นญาติผู้ใหญ่มากกว่า อาจเพราะรอยยิ้มที่เป็นมิตรและอบอุ่นของแก ด้วยความรู้สึกของผมต่อแกอย่างนั้น ทำให้แกเป็นขอทานคนแรกและคนเดียวในชีวิตผม ที่ผมผูกปิ่นโตด้วย คือผมจะให้เงินแกทุกวันตามแต่ที่ผมจะมี ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร เพราะสมัยนั้นผมได้เงินไปโรงเรียนวันละสิบกว่าบาท กินข้าว กินขนมก็เหลือแค่บาทสองบาทเก็บเอาไว้ให้แก ผมให้เป็นประจำถึงขนาดว่า เมื่อแกเห็นผมปุ๊บ แกก็จะยิ้มทักทายมาแต่ไกลอย่างเป็นมิตรทุกครั้ง

หลังจากผมจบประถม เส้นทางไปโรงเรียนของผมก็ได้เปลี่ยนไป...ผมไม่ได้ได้ขึ้นสะพานลอยนั้นอีกประมาณปีกว่าๆ ซึ่งเมื่อขึ้นไปอีกทีผมก็ไม่พบแกแล้วพร้อมๆ กับไม่ค่อยเจอขอทานอีก..... จนกระทั่งเรียนจบมหาวิทยาลัย

หลังจากเรียนจบ ผมได้เริ่มงานที่บริษัทฯ แถวสีลมครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมเปรียบ สีลมนั้นก็ดั่งเป็นสาขาหนึ่งของพรรคกระยาจก โดยน่าจะมี Headquarter อยู่ที่อนุสาวรีย์ชัย เนื่องจากผมไม่ค่อยได้เจอขอทานเป็นเวลานาน ทำให้ผมประสบกับปัญหาหนึ่งเวลาเจอขอทานคือ ผมควรให้เงินขอทานหรือไม่ ปัญหานี้ค่อนข้างใหญ่สำหรับผมครับ....

สำหรับคนอ่านที่อาจนึกไม่ออกว่ามันจะเป็นปัญหาใหญ่ได้อย่างไร คืออย่างนี้ครับ ตอนนั้นเวลาผมจะให้เงินขอทาน ผมจะดูว่าเค้าจะเป็นขอทานที่ต้องการเงินเลี้ยงชีพ หรือเป็นขอทานที่ต้องการเงินเพื่อสร้างฐานะ เพื่อป้องกันการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ แต่ผมกลับพบว่าแนวทางนี้ไม่ง่ายในการปฏิบัติเลย เพราะเมื่อผมลงจากบันไดรถไฟฟ้าเวลาไปทำงาน ผมก็จะเจอยายคนนึง ซึ่งอายุน่าจะสักหกสิบได้ บวกกับหน้าตาน่าสงสารของแก จึงเหมาะแก่การให้มาก แต่เมื่อดูที่มือแกก็พบว่าจำนวนเงินที่ได้นั้นสามารถสร้างฐานะได้ทีเดียว ผมจึงตัดสินใจไม่ให้แก แต่กลับรู้สึกผิดในใจเวลาแกมองมา ถัดมาผมก็จะเจอวนิพกพร้อมเครื่องดนตรีต่างๆ แยกกันเป็นวงๆ บ้างเป็นสากล บ้างเป็นดนตรีไทย บ้างเป็นคลาสสิก และบ้างเป็นเพียงเศษไม้หรือกะลา เล่นใกล้ๆกันและพร้อมกัน ซึ่งมันทำให้ฟังไม่ออกว่ามันเพราะหรือไม่ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น เพราะโดยรวมแล้วก็น่าให้ตังค์อีกเช่นกัน เนื่องจากไม่ได้ขอเฉยๆ เล่นดนตรีแลกด้วย แต่ถ้าผมให้ผมก็ไม่ควรแยกให้เป็นรายๆ ไป เพราะเขาก็เล่นดนตรีแลกเงินเหมือนกัน และเล่นฟังไม่รู้ว่าเพราะหรือไม่ เหมือนกัน แต่จากการนับจำนวนวงดนตรีแล้ว ผมพบว่ามันสามารถเปิดมหกรรมคอนเสิร์ตได้สบายๆ และถ้าผมให้ ผมก็คงหมดตูดแน่นอน ดังนั้นผมจึงตัดสินใจไม่ให้ ซึ่งก็หมายความว่าไม่ให้ทั้งหมด พอเดินมาอีกผมก็จะพบขอทานอีกเรื่อยๆ ตามรายทางเป็นระยะๆ ให้ผมวิเคราะห์ว่าผมควรจะให้หรือไม่ให้ ผมพบว่าแนวทางนี้ทำผมเสียเวลาไปกับการวิเคราะห์และประเมินขอทานมาก และยิ่งเป็นสีลมที่อุดมไปด้วยขอทานหลากหลายแบบแล้ว ยิ่งทำให้ผมเสียเวลาและงงมากเกินความจำเป็น

ด้วยเหตุนี้ผมก็สรุปว่าผมควรจะต้องมีหลักง่ายๆ อะไรสักอย่างในการยึดตัดสินใจ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการประเมิน คิดไปคิดมา ก็ได้ทางออก โดยผมกำหนดขึ้นมาว่า ผมจะให้กับขอทานที่ดูแล้วช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น เพราะขอทานประเภทนี้ไม่มีทางที่จะหาเงินได้โดยวิธีอื่นเลย นอกจากขอเงิน ดังนั้นจึงสมควรได้รับเงินสนับสนุนการดำรงชีวิตจากผม และอีกอย่างคือการมองว่าใครช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มันง่ายมาก ดังนั้นแล้วขอทานที่สามารถเคลื่อนที่ไปใหนมาใหนได้อย่างแข็งแรง ไม่ว่าจะเป็นการเดินโดยใช้ขาเทียม หรือการเคลื่อนที่แบบแนวนอนไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ ผมจะถือว่าแข็งแรงดี ไม่ควรต้องช่วยเหลือ เพราะถ้าให้ผมนอนแล้วไถลไปกับพื้นเรื่อยๆ อย่างแก ผมก็ทำไม่ได้ มันจำเป็นต้องใช้แรงมากทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าแกจะร้องโอดโอย ครวญครางแค่ใหน แต่ตราบใดที่แกยังคงไถลไปกับพื้นไปมาอย่างเชี่ยวชาญ แกก็จะไม่มีวันได้ตังค์ผมแน่นอน

ผมพบว่าวิธีนี้เจ๋งมาก เพราะทำให้ผมไม่ต้องไปเสียเวลาคิดหน้าคิดหลังอะไรมากมาย ถ้าผ่านเกณฑ์ก็เอาตังค์ไปเลย ผมใช้วิธีนี้อยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่งที่ผมไปวัดกับครอบครัว และที่วัดนั้นผมไม่แน่ใจว่าโดนนิวเคลียร์ลงหรือไม่ เพราะพบว่ามีขอทานที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้มากมาย ผมได้แต่อุทานในใจว่า "โอ้โห....นี่ถ้าตูให้หมด ตูต้องลงไปขอทานด้วยแหงมๆ" สรุปว่าวันนั้นผมต้องยกเลิกการปฏิบัติตามธรรมเนียมส่วนตัวที่ตั้งไว้ แล้วผมก็ดันคิดได้อีกว่า "ในเมื่อแกช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วใครพาแกมาวะ" เมื่อคิดต่อ "มันต้องมีคนพามา แล้วไอ้คนนั้น มันก็ต้องแข็งแรงดีนี่หว่า ถึงพาแกมาได้" ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องมานั่งกลุ้มใหม่ว่าจะทำยังไงดี หลักที่ยึดไว้ก็ไม่เวิร์คแล้ว แล้วหลักใหม่ควรจะเป็นอย่างไร คิดไปคิดมาผมก็พบว่า ผมเสียเปรียบขอทานเต็มประตู เนื่องจากความไม่สมมาตรของการเปิดเผยข้อมูล คือขอทานจะรู้ว่ายังไงเราก็มีเงินให้เค้าแน่นอน แต่เราจะไม่รู้เลยว่าขอทานคนนั้นต้องการเงินเราเพื่อเลี้ยงชีพหรือสร้างฐานะ แน่นอนผมไม่สามารถที่จะทำให้ขอทานเปิดเผยออกมาได้ว่า เงินที่ได้จากเราจะไปใหน ดังนั้นเพื่อตัดปัญหาทั้งหมดผมจึงบอกกับตัวเองว่า ผมจะไม่ให้ขอทานคนใหนทั้งสิ้น

แล้วการตัดสินใจอย่างนี้ ก็นำผมไปสู่รูปแบบการตื้อของขอทานหลายประเภท โดยที่ทั้งหมดแล้วเป็นขอทานกองหน้า คือมีหน้าที่รุกอย่างเดียวไม่มีการตั้งรับ และเกือบทุกครั้งมักจะรุกตอนที่ผมกำลังกินข้าวอยู่ ยิ่งผมไม่ให้ก็จะยิ่งตื้อไม่ยอมไปใหน -*-

แต่โดยรวมก็ถือว่าสนุกครับอาจด้วยนิสัยชอบสังเกตและขี้เล่นของผม ทำให้พอจะสรุปขอทานกองหน้าออกมาได้เป็นประเภทๆ ดังนี้
ประเภทเบสิก ที่จะเป็นเด็กๆ หรือยายแก่ๆ ทำสายตาออดอ้อนน่าสงสาร หิวมากไม่ได้กินอะไรมาเลยก่อนมาเจอเรา (แน่นอนว่าจะไม่ยอมรับข้าวที่เราจะเลี้ยง)

ถัดมาจะกระเถิบสูงไปอีกหน่อยคือมาพร้อมของชำร่วยต่างๆ นาๆ ในราคาที่แพงกว่าปกติ ประเภทลูกอม ยาดม ทองม้วน และอีกมากมาย โดยเฉพาะท้องม้วนที่ผมมักจะสงสัยว่า ถ้าหิวทำไมยายไม่แกะทองม้วนของยายกินหล่ะครับ? หรือว่ายายถือคติไม่นำอัฐยายซื้อขนมยาย?

หรือจะเป็นเชิงรุกแบบพิการพูดไม่ได้ ที่มักจะมาพร้อมกับป้ายบอกความในใจ ซึ่งก็ไปกระตุ้นต่อมนิสัยเสียของผม ที่ชอบพิสูจน์อีกว่าพูดไม่ได้จริงหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่แล้วคนใบ้จะหูหนวกด้วย ผมก็จะลองแหย่โดยพูดอำแบบขำๆ สักอย่าง แล้วคอยดูปฏิกิริยา ซึ่งถ้าหัวเราะหรือยิ้มก็เสร็จผม แน่นอนผมมักจะแพ้ เพราะเค้ามักไม่หลุดออกมา(ไม่แน่ใจว่ามุขผมฝืดหรือเปล่า?) ที่ผมบอกว่าหลุดนั้น ผมเชื่อว่าเค้าไม่ได้ใบ้จริงๆ เนื่องจากเท่าที่ผมลองสังเกตคนใบ้จริงๆดู คนพวกนี้เค้าจะมีการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนบนที่รวดเร็วกว่าคนปกติ คงด้วยความที่เค้าต้องใช้ภาษามือ ดังนั้นเค้าจึงต้องมีการเคลื่อนไหวส่วนบนอยู่ตลอดเวลาที่พูดคุย และมันทำให้เค้าเคลื่อนไหวได้เร็วโดยที่เค้าอาจไม่รู้ตัว แต่ขอทานที่มาพร้อมป้ายส่วนใหญ่นั้น มักจะเฉื่อยๆ เนือยๆ ผิดวิสัยคนใบ้ทั่วไป... อันนี้เป็นข้อสรุปส่วนตัวผมเอง ซึ่งมันอาจจะผิดก็ได้

หรือจะเป็นประเภทขอทานระดับเทพ คือนอกจากจะทำท่าทางให้น่าสงสารแล้ว ยังทุ่มทุนสร้างแบบที่คาดไม่ถึง คือวันนั้นผมไปเดินที่ใหนสักที่ แล้วก็มีผู้หญิงเดินเข้ามาขอเงิน ผมก็บอกไปตามปกติว่าให้ไม่ได้ แต่แล้ว.... เธอก็คุกเข่าลงต่อหน้า แล้วใส่อารมณ์พจมาน ร้องไห้ ฟูมฟายทันที เจออย่างนี้ผมก็เหวอเหมือนกัน แล้วก็ได้แต่คิดในใจ "เวรหล่ะสิ เอากันอย่างนี้เลยเหรอ?" ผมตกใจได้เพียงห้าวินาทีแล้วผมก็พบว่า ผมได้ให้เงินเธอไปแล้ว.... เหนือชั้นจริงๆ

ถัดมาเป็นขอทานประเภทรุกดุดัน ไม่กลัวใบแดงใบเหลือง...
จำได้ว่าวันนั้นผมกำลังยืนอ่านข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ที่แผงหนังสือหนึ่งแถวอนุสาวรีย์ชัยฯ และขณะกำลังอ่านเล่มนุ้นเล่มนี้อย่างเพลิดเพลิน ก็มีอะไรสักอย่างมากระแทกที่หลังผมอย่างแรง เนื่องจากผมเป็นคนตัวค่อนข้างใหญ่ แรงที่ทำให้ผมรู้สึกว่าถูกกระแทกนั้นย่อมไม่ธรรมดา ในตอนแรกนั้นผมคิดว่าอาจจะเป็นเพื่อนทัก แต่ก็ลังเลเพราะผมไม่เคยโดยเพื่อนทักแรงอย่างนี้มาก่อน ผมจึงหันไปดู ปรากฏว่าสิ่งที่กระแทกผมนั้นเป็นมือของป้าคนนึง ที่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นแบมือขอตังค์อยู่ แล้วแกก็พูดว่า "ขอตังค์ๆๆ" จำได้ว่าผมโมโหมาก เพราะป้าแข็งแรงอย่างนี้ยังจะขอตังค์อีก ด้วยความที่อารมณ์ขึ้น ผมจึงตอบแกไปอย่างห้วนๆว่า "ไม่ให้!!" แล้วก็เดินหนีแกทันที ปรากฏว่าแกดึงแขนเสื้อผมไว้ครับ ด้วยความที่แกแรงเยอะมากทำให้ตอนก้าวออกมาผมจึงไม่หลุดจากแรงดึงแก ผมยิ่งโมโหใหญ่ คิดในใจว่า "อย่างนี้แบกข้าวสารได้สบาย ยังมาขอตังค์อีก" แล้วก็สะบัดแขนแรงๆ เพื่อให้หลุดจากแก แล้วเดินไปเลย ผมมานั่งคิดหลังจากนั้นว่า ถ้าคนที่โดนเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ จะเจ็บขนาดใหน แล้วจะหนีแกพ้นอย่างที่ผมทำได้หรือเปล่า เลยเถิดไปถึงเรื่องว่า แกเอาเงินที่ได้ไปเข้าฟิตเนสป่าววะ ??

ที่จริงผมยังมีขอทานที่อยากจะเล่าอีกหลายรูปแบบทีเดียว แต่เห็นว่าพิมพ์มาเยอะแล้ว ดังนั้นถ้าแบ่งเป็นอีกตอนน่าจะทำให้อ่านกันได้ง่ายกว่า ผมจึงขอยกยอดที่เหลือไว้คราวหน้าอีกตอนนะครับ คงไม่ว่ากัน ^^

20090220 1:32
ดวง

Wednesday, December 10, 2008

เดินทางไปกับ ไออุ่น#3

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสร่วมไปกับคาราวานไออุ่นมาครับ
ไออุ่นในที่นี้เป็นคนละไออุ่นกับที่ผมเขียนในบล๊อค แต่คล้ายกันในแง่ของน้ำใจที่รู้สึกได้
เป็นไออุ่นที่เกิดขึ้นจากคนกลุ่มหนึ่งนาม "ชมลมชมไทย" ที่ตั้งใจจะปันโอกาส ปันน้ำใจ ปันความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่อยู่ห่างไกล
เป็นไออุ่นที่เริ่มก่อตัวขึ้นเมื่อสองปีที่แล้ว ซึ่งจะว่าโดยบังเอิญก็น่าจะใช่ ที่ผมเริ่มเขียน "ไออุ่น...ลาวใต้" เมื่อสองปีที่แล้วเช่นกัน...
แต่คงไม่บังเอิญที่ไออุ่นของ "ชมลมชมไทย" จะสำเร็จลุล่วงผ่านไปถึงสามครั้ง ด้วยความตั้งใจของสมาชิก แต่ไออุ่นของผมยังไม่ข้ามไปลาวสักที

ไออุ่นในปีนี้ไปที่บ้านดงนา จังหวัดอุบลครับ โดยมีกิจกรรมเป็นการตรวจสุขภาพ สอนหนังสือ และสร้างห้องสมุด ให้กับชุมชนและเด็กๆ

โอกาสดีๆ มักผ่านมาหาเราเสมอ ถ้าเราไม่ปิดที่จะรับมัน...
ผมรู้สึกบ่อยครั้งว่า โชคดีมาก ที่ผมมักมีคนรู้จัก ที่ดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เสมอ
คนดีๆ มักพาโอกาสดีๆ เข้ามาเช่นกัน...
ผมตอบรับร่วมเดินทางไปด้วยแทบจะทันที ที่น้องที่ทำงานชวนไปกับไออุ่น แม้ว่าจะไม่ทราบรายละเอียดอะไรมากมายนักก็ตาม

ครั้งล่าสุดที่ผมออกค่าย คือมอหก ถือว่าเด็กทีเดียวสำหรับการออกค่ายอาสา
ออกค่ายครั้งนั้น...ผมไปด้วยความคึกคะนองแบบเด็กๆ
ผมไปในฐานะคนเมืองที่อุดมไปด้วยโอกาส และความพร้อมสรรพทางด้านปัจจัย
และผมไปพร้อมกับความเชื่อ ความเข้าใจต่อชนบท อย่างไร้เดียงสา
ประเด็นสุดท้าย เป็นจุดที่ทำให้ผมยังคงกล่าวโทษตัวเองในปัจจุบัน...
เพราะครั้งนั้น...ผมเชื่อว่าผมไปในฐานะผู้ให้ที่อยู่ในสถานะสูงกว่า ผมมองคนอย่างเห็นใจ อย่างคนที่อยู่สูงกว่ามอง
ผมตื่นเต้นกับการได้มาเหยียบย่างชนบท ตื่นเต้นกับการมองวิถีชาวบ้านโดยเห็นว่าเป็นสิ่งที่หาดูได้ยาก
และตีความการดำรงชีวิตของชาวบ้าน ด้วยทัศนคติ ความเชื่อแบบคนเมือง

กว่าความคิดผมจะเปลี่ยนจากการเป็นคนเมือง มองคนชนบทอย่างผู้ด้อยโอกาส ที่รอเราไปมอบให้ มาเป็นเคารพและนับถือ และร่วมแบ่งปันซึ่งกันและกัน ก็กินเวลานานหลายปี
อีกทั้งภายหลัง ผมยังนับว่า ผมยังคงติดหนี้บุญคุณจากเงินภาษีของคนไทย ที่ส่งผมให้เรียนจบปริญญา
ความตั้งใจที่จะร่วมแบ่งปัน ร่วมจับมือ กอดคอเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม จึงอยู่ในใจผมเรื่อยมา...

ผมเคารพในภูมิปัญญา ที่ปราศจากปริญญา
ผมนับถือความสามารถในการดำรงชีวิต ที่ไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆ และโอกาสที่มากมายอย่างที่คนเมืองมี

เมื่อโอกาสอำนวย ผมจึงอยากจะแก้ตัว ไปแบ่งปันซึ่งกันและกัน...
ไปแบ่งปันในสิ่งที่เรามี ไปให้ชาวบ้านสอนผมให้เข้าใจดีกว่านี้ และไปพร้อมกับความเคารพและนับถือ...

แม้ว่าการออกค่ายครั้งนี้ ผมจะยังทำไม่ได้เท่าที่อยากทำ และยังไม่เท่าที่ชาวบ้านสอนผมผ่านน้ำใจ ผ่านการดำรงชีวิต และช่วยให้ผมได้พบว่า ในหลายๆ เรื่อง ผมยังคงเผลอมองและทึกทักไปเอง โดยที่ยังไม่ได้ทำความเข้าใจตามความเป็นจริง แต่ผมก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งที่ดี...

ผมคงต้องขอบคุณน้องๆที่ออฟฟิศ ที่ส่งโอกาสดีๆมาให้ ทำให้ผมได้พบกับมิตรดีๆ อีกกว่าร้อยคน ได้เห็นน้ำใจ ได้เห็นความตั้งใจ ได้เห็นรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และได้ช่วยให้ผมได้เริ่มนับหนึ่ง...ในครั้งนี้












ดวง
20081210 3:04

Wednesday, October 22, 2008

ลูกบ้านใหม่จากงานหนังสือ

ตามธรรมเนียมปฎิบัติ ;-)

วิทยาศาสตร์
ฟายน์แมน อัจฉริยะโลกฟิสิกส์ ("SURELY YOU RE JOKING MR.FEYNMAN!") ผู้แต่ง : Richard P. Feynman ผู้แปล : นรา สุภัคโรจน์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
เรื่องของเวลา (A MATTER OF TIME) ผู้แต่ง : SCIENTIFIC AMERICAN ผู้แปล : ปิยบุตร บุรีคำ,ดร. จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ควอนตัมจักรวาลใหม่ (The New Quantum Universe) ผู้แต่ง : Tony Hey, Patrick Walters ผู้แปล : พิเชษฐ กิจธารา จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน

เศรษฐศาสตร์
นายธนาคารเพื่อคนจน (VERS UN MONDE SANS PAUVRETE) ผู้แต่ง : MUHAMMAD YUNUS ผู้แปล : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
นักสืบเศรษฐศาสตร์ ผู้แต่ง : Tim Harford ผู้แปล : อรนุช อนุศักดิ์เสถียร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
ทุนนิยมที่มีหัวใจ ผู้แต่ง : สฤณี อาชวานันทกุล จัดพิมพ์โดย : openbooks

ประวัติศาสตร์
ประวัติศาสตร์โลกผ่านเกลือ (Sait : A World History) ผู้แต่ง : Mark Kurlansky ผู้แปล : เรืองชัย รักศรีอักษร จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน

การเมือง
CHANGE: ถนนสู่ทำเนียบขาว ผู้แต่ง :ปกป้อง จันวิทย์ จัดพิมพ์โดย : openbooks

ภาพยนต์
แฟนฉัน ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks
คาถาเสกหมาให้เป็นเทวดา ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา (บรรณาธิการ) จัดพิมพ์โดย : openbooks

ท่องเที่ยว
คู่มืออันดามัน : ปลาแนวปะการัง ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร. ,อนุวัต สายแสง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คู่มืออันดามัน : ปะการัง พังงา สึนามิ ผู้แต่ง : ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์, ดร.,ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง จัดพิมพ์โดย : สำนักพัฒนาการวิจัยการเกษตร
คินาบาลู บอร์เนียวเหนือ ผู้แต่ง : เกรียงไกร สุวรรณภักดิ์

ประวัติ บุคคล/องค์กร/บริษัท
The Search ผู้แต่ง : John Battelle ผู้แปล : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อัตชีวประวัติของรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ ผู้แต่ง : ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร จัดพิมพ์โดย : แสงดาว

บทความ/เรื่องสั้น
ไฮเทคาถาปาฏิหาริย์ ผู้แต่ง : นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดพิมพ์โดย : สนพ.มติชน
อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน ผู้แต่ง : ปราบดา หยุ่น จัดพิมพ์โดย : openbooks


ดวง
20081022 15:53

Wednesday, April 9, 2008

สัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี

ผ่านไปอีกครั้งกับสัปดาห์สูญทรัพย์ประจำปี ที่ครั้งนี้ทรัพย์ที่สูญไปถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับครั้งก่อนๆ...

หนังสือใหม่ออกไม่เยอะ เวลาเดินน้อย งานเยอะ เวลาอ่านน้อย หนังสือค้างรออ่านเยอะ ตังค์น้อย เป็นเหตุที่ได้ผลออกมาเป็นรายชื่อหนังสือด้านล่าง

"เดินเข้างานอย่างมีสติ เลือกซื้ออย่างมีสติ เล่มใหนไม่โดนใจมากไว้ซื้อในงานปลายปี" เป็นสโลแกนที่เตรียมปฏิบัติสำหรับงานครั้งนี้

สรุป ทำตามสโลแกนได้เพียงบูทเดียวคือสารคดี พอเข้าบูทโอเพนเริ่มจิตหลุดแล้วก็ซื้อๆๆๆ จนเลิกงานพร้อมๆกับตังค์ที่เตรียมไปหมดพอดี นับว่าโชคดีด้วยที่ไปถึงงานก็มืดแล้ว เดินได้เพียงชั่วโมงกว่าๆงานก็เลิก ทำให้ไม่เผลอเดินไปกดตังค์ออกมาซื้อต่อ...

หอบหิ้วกลับมาบ้าน ก็พบว่าชั้นหนังสือที่เพิ่งซื้อมาเมื่อต้นปีเต็มอีกแล้ว...(อาไรวะเนี่ย!!!) จำต้องเอามาวางกองๆไว้ข้างๆที่นอนเป็นหนังสือไร้บ้านไปก่อน ที่จริงที่จะยัดเข้าไปก็พอมีแต่ชั้นที่ทำจากไม้นั้นมันเริ่มแอ่นๆแล้ว เกรงว่าถ้าดึงดันยัดเข้าไปมันจะหักพังลงมาทั้งหมด ซึ่งจะพาลพาเล่มอื่นๆไร้บ้านไปด้วย จะซื้อชั้นใหม่ก็คงไม่ใช่ตอนนี้แน่ๆ ไอ้ชั้นล่าสุดนั้นแบกตอนกำลังฟิตๆ ขึ้นห้องผม(ชั้น4) ยังเหนื่อยชิบหา* ตอนนี้หายห่วง ไม่ได้ออกกำลังกายมานานมากกก วันๆออกแต่แรงนิ้ว กล้ามเนื้อ(ที่เคยมีบ้าง)ก็เหี่ยวฟีบลง ไขมันเข้ามาแทนที่เยอะขึ้น ขืนแบกคงตายอยู่ชั้นสองเป็นแน่แท้...

้เอาเป็นว่านี่คือเหล่าหนังสือสมาชิกใหม่ผู้ไร้บ้าน ซึ่งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสามารถหยิบยืม(เช่นเคย)อันจะนำไปเป็นประโยชน์แก่อารมณ์ จิตใจ และปัญญาแก่ตัวท่านในภายภาคหน้าได้ วิธีการหยิบยืมและหาบ้านให้สมาชิกผู้ไร้บ้านเหล่านี้ก็เหมือนเดิม เพียงท่านเอ่ยปากต่อหน้าหรือลับหลังท่านก็จะได้ไปประดับกระเป๋าของท่านให้มีน้ำหนักสมแรงที่ท่านมี แต่ช้าก่อน...ถ้าท่านโทรมาภายในสิบนาทีนี้ ท่านจะได้ขี้ฝุ่นติดหนังสือเป็นที่ระลึกไปฟรีๆ (โทรมาเร็วเกิน...เช็ดให้ไม่ทัน ^^)

1.)โลกนี้มันช่างยีสต์,แทนไท ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
2.)บันทึกการไปเยือนเทือกเขาหยูหลงและต้นน้ำแยงซี,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
3.)วันที่ถอดหมวก,เสกสรรค์ ประเสริฐกุล,สำนักพิมพ์สามัญชน
4.)เพลงคนบ้า,ศักดิ์สิริ มีสมสืบ,สำนักพิมพ์สามัญชน
5.)บนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า,น.พ.สงวน นิตยารัมภ์พงษ์,สำนักพิมพ์มติชน
6.)sex and the english language 1,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)sex and the english language 2,นพพร สุวรรณพานิช,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)วานปีศาจตอบ,รงค์ วงศ์สวรรค์,สำนักพิมพ์มติชน
9.)แพนด้า,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์โอเพ่น
10.)อย่างน้อยที่สุด,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
11.)การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองลาว,สุรชัย ศิริไกร,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.)ความรุนแรงในสายหมอก,ศุภรา จันทร์ชิดฟ้า,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศและสงครามการค้า,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)แผ่นดินจินตนาการ,ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,สำนักพิมพ์มติชน
15.)สเต็มเซลล์,ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์,สำนักพิมพ์สารคดี
16.)เศรษฐกิจต้องรู้,ศุภวุฒิ สายเชื้อ,สำนักพิมพ์มติชน
17.)จักรวาลของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
18.)เงาฅนบนรอยซาย,มล. ปริญญากร วรวรรณ,สำนักพิมพ์สารคดี


ดวง
20080414 23:13

Sunday, November 11, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 12

อุบล#7

ในเช้าที่อากาศสดใสแต่ใจหมองหม่น....
พูดอย่างไม่อายเลย แม้ว่าผมจะรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเพียงใด แต่การที่จะต้องเดินทางคนเดียวไปลาวที่ไม่เคยไปมาก่อนก็ทำให้ใจวิตกอยู่ไม่น้อย และยังไม่ทันเข้าลาวก็ไม่วายต้องปรับแผนอีกนิดนึงจนได้ แต่เดิมผมตั้งใจจะข้ามไปลาวด้วยรถโดยสารที่มีให้บริการอยู่ที่ขนส่งจังหวัดในรอบเจ็ดโมง แต่ ณ เวลาเจ็ดโมงที่รถออกนั้นปรากฏว่าผมก็ยังหลับไหลไม่ได้สติอยู่นั่นเอง มองไปที่สาเหตุที่ทำให้นอนตื่นสายก็เห็นแต่ความเพลิดเพลินในการเดินงานกาชาดของจังหวัดจนไม่ได้สนใจเวลา เหนื่อยกลับมาอาบน้ำนอนโดยไม่บอกราตรีสวัสดิ์เจ้าของห้องดังที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ตอนแรกเพราะมันยังไม่กลับ แม้จะพยายามฝืนแล้วก็ทนไม่ไหวหลับคาที่นอนมันไปทั้งอย่างนั้น ตื่นเช้ามาเราอยู่บนที่นอนดำ ส่วนดำนอนบนที่นอนที่เตรียมมาให้ (ขอโทษนะดำนะ ^^'')...

เก้าโมงครึ่งก็เก้าโมงครึ่ง ผมพูดกับตัวเองปลอบใจที่คลาดรถเที่ยวแรกไปนิดเดียว.... เอ่อหมายถึงเวลาตื่นครับที่คลาดกันไปนิดเดียว แต่คงไม่เป็นไรเพราะผมตั้งใจจะนอนปากเซคืนหนึ่งอยู่แล้ว เพื่อเก็บข้อมูลเพิ่มเติมและเดินเล่นไปเรื่อยๆในเมืองก่อนเดินทางลงใต้ไปพักที่ดอนเดช ซึ่งอย่างน้อยก็คงทำให้มีเวลาอยู่ที่นุ่นน้อยลงและข้อมูลที่ได้ก็อาจน้อยลงตามไปด้วย แต่ไม่เป็นไรยังไงก็ไปว่าเอาข้างหน้า

โดยส่วนใหญ่ข้อมูลที่ผมหามานั้น นักท่องเที่ยวจะนิยมต่อรถจากปากเซไปดอนเดชในวันนั้นเลย ซึ่งโดยส่วนตัวผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงทำกันอย่างนั้น ถ้าเป็นไปได้การละเมียดค่อยเป็นค่อยไปกับการเดินทางน่าจะทำให้เรารู้สึกเพลิดเพลินกว่า ไหนๆเราก็ปลีกตัวจากภาระ จากเวลาเข้างาน เลิกงานแล้ว ใยจะต้องเร่งชีวิตให้มันรีบร้อนรนกับการเที่ยวอีก

จากประสบการณ์ หลายครั้งที่ตัวผมเองจะต้องไปเที่ยวแบบ Fast Travel (คล้ายๆกับ Fast Food หน่ะครับ) กับเพื่อนๆ นอกจากจะไม่รู้สึกผ่อนคลายแล้ว เรายังโหมใช้งานร่างกายตัวเองหนักซะจนกลับมาก็แทบไม่มีแรงทำงานต่อ คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจว่าจะต้องไปทรมานตัวเองกันขนาดนั้น จริงอยู่โดยส่วนตัวผมพิสมัยการท่องเที่ยวที่ต้องลุยหน่อย แต่ถ้าจะให้ต้องเดินก้มหน้างุดๆ เร่งฝีเท้าให้ทันเกับเวลาเพื่อที่จะได้ดูจุดชมวิวหรือน้ำตกหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วยังไม่ได้ทันสัมผัสให้สบายใจก็ต้องเปลี่ยนอริยบทมาเป็นเดินก้มหน้างุดๆเพื่อไปยังจุดต่อไปให้ทัน.... มันทำให้ผมคิดว่า เอ๊ะนี่เรากำลังแข่งแรลลี่ และหา RC อยู่หรือเปล่า?? เรามาเที่ยวไม่ใช่เหรอ!!??



โดยปกตินั้นผมไม่ค่อยได้มีโอกาสกินกาแฟตอนเช้าก่อนเริ่มทำงานเลย คงจะด้วยสาเหตุเดียวคือแค่ลำพังไปทำงานให้ทันเวลาก็ยากเต็มที เวลาที่จะมานั่งจิบกาแฟอย่างละเมียดละไมนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ แต่ในวันนี้การได้นั่งจิบกาแฟยามเช้า ดูข่าวตอนเช้า พร้อมกับมีเพื่อนสนิทคุยด้วยกันนั้น ก็เป็นความสุขใจที่ทำให้กาแฟแก้วนี้มีรสชาติดีขึ้นเยอะเลยทีเดียว

ดำจะต้องไปทำงานก่อนเวลาที่รถทัวร์จะออกพอสมควร ผมจึงเห็นว่าไม่ควรจะต้องให้ดำลำบากขับรถไปส่งที่ท่ารถ ส่วนเรื่องหารถที่จะพาผมไปที่ท่ารถนั้น ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับผมสักเท่าใดนักเพราะเมื่อวานก็นั่งสองแถววนไปวนมาในตัวเมืองจะพอจะคุ้นทาง คุ้นสายรถดีพอสมควร ผมจึงเลือกที่จะเดินมาส่งดำขึ้นรถไปทำงาน แล้วก็แวะเดินเล่นหาอาหารเช้ากิน

ก่อนออกจากหอดำผมตรวจดูสิ่งของที่สำคัญๆเป็นครั้งสุดท้าย โดยเฉพาะพาสปอร์ตและเงิน พร้อมๆกับหาที่ๆเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดให้เจ้าสองสิ่งนี้อยู่ เพราะเมื่อใดที่เราทำมันหายไปตอนอยู่ที่นุ่น..... ไม่อยากจะคาดเดาถึงผลที่จะเกิดขึ้นเลย ซึ่งเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็ได้เวลาออกเดินทางข้ามประเทศสักที (เข้าใจว่ารอกันมานานแล้ว ^^)

ค่าเดินทางจากขนส่งอุบลไปปากเซนั้นอยู่ที่ 200 บาทครับ โดยเวลาซื้อนั้นต้องแสดงพาสปอร์ตหรือหนังสือผ่านทางให้พนักงานขายตั๋วดูครับเพื่อยืนยันว่าเราสามารถข้ามประเทศได้

เสียงเครื่องยนต์ดัง ล้อเริ่มหมุนเพื่อย้ายกล่องเหล็กสี่เหลี่ยมที่บรรทุกชีวิตไปในทางที่เขาเลือกเดิน บางชีวิตเป็นการจากลา บางชีวิตเป็นการกลับไปพบหน้าค่าตาคนอันเป็นที่รัก บางชีวิตอุดมไปด้วยความฝันความหวังต่อสิ่งที่จะเจอข้างหน้า และบางชีวิตยังคงวิตกกังวลต่อสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น... (เอ่อ... ผมเอง -__-'')


ดวง
20071111 21:49

Saturday, October 20, 2007

มหกรรมขาดสติแห่งชาติ

งานมหกรรมหนังสือหรือ งานมหกรรมขาดสติแห่งชาติของผมนั้นได้วนมาบรรจบครบอีกวาระหนึ่ง...
ปีนี้ซื้อเพลินมาก เพลินเกินไปหรือเปล่า? นั่งดูหนังสือที่ตัวเองซื้อมาแล้วก็ตกใจ
ดีนะที่ปีนี้เดินคุ้ยได้หนังสือเก่าๆ ดีๆ ราคาถูกๆ มาหลายเล่มประหยัดไปได้โข
บางคนบอกว่าซื้ออะไรมา ไม่มีใครเขาอ่านกันเพลินๆหรอก หนังสือเครียดๆอย่างนี้
มานั่งคิดแล้วก็คิดไม่ออก มันเครียดตรงใหน? เพลินดีออก...

ส่วนที่ชอบของงานนี้เห็นจะเป็นการเจอโดราเอมอนภาคภาษาลาว เจ๋งมาก!!! จำไม่ได้ว่าบูทใหน ยืนอ่านแบบอ่านออกมั่งไม่ออกมั่งแต่เพลินดี มีช่วงหนึ่งโนบิตะไปทำเรื่องวุ่นข้างนอกมา พอเข้าบ้านเจอแม่ แม่ถามว่า เฮ็ดอิหยัง? โนบิตะก็ตอบว่า บ่ๆ :-)
อ่านแล้วก็อยากไปลาวอีก ^^ เล่มละหกสิบบาท ไม่ได้ซื้อกลับมา กำลังลังเลว่าไปซื้อที่ลาวเองเลยดีไหม??
อีกบูทนึงที่ชอบคือบูทของคุณอเนก นาวิกมูล เจ้าของบ้านพิพิทธภัณฑ์ มีสมุด โปสการ์ด ลายสินค้าสมัยเก่าๆมาวางขาย ชอบมาก บางอันเห็นแล้วระลึกถึงความหลังวัยเด็กดี

ครั้งนี้หลายๆสำนักพิมพ์ย้ายที่กันนะครับ เช่น open และ a day ย้ายเข้าแพลนารีฮอลล์ สารคดีเขยื้อนนิดหน่อยและ เล็กลงกว่าเดิม Bliss ก็ย้ายแต่ยังอยู่ในแพลนารีฮอลล์ มติชน ซีเอ็ด อมรินทร์ เนชั่น ผู้จัดการ สุขภาพใจ สามัญชน โซนร้านหนังสือเก่า โซนหนังสือเด็ก โซนหนังสือเตรียมสอบ ยังปักหลักอยู่ที่เดิมครับ

รู้สึกว่าคนเดินน้อยลง ซื้อกันน้อยลง (เทียบจากงานตอนต้นปีในวันธรรมดา)น่าจะบ่งบอกสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันได้บ้าง...
น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบเริ่มมีให้เห็นกันบ้างแล้ว จากค่ารถเมล์ รถโดยสาร
ใกล้ตัวเข้ามาหน่อยขนมปังบ้านผมก็ปรับขึ้นราคาแล้วหล่ะ แม่บอกต้นทุนของแพงขึ้นมาก อั้นไม่ไหวแล้ว ยังผลให้ป๊าและลูกๆงงเวลาคิดราคาให้ลูกค้า คิดช้าลงเพราะราคาเปลี่ยน แต่เท่าที่ดูก็ขายเกือบหมดเหมือนเดิมแฮะ อาจเพราะว่าเป็นของกินและระคาก็ขึ้นไม่เยอะแค่ 50 สต ถึง 1 บาท ...

รายชื่อหนังสือผมลงไว้เหมือนเดิมนะครับ สนใจเล่มใหนก็ยืมได้นะ ไม่ต้องห่วงว่าผมยังไม่ได้อ่านหรือเปล่า...
ถ้าอยากอ่านยืมไปอ่านเถอะครับ มารอผมอ่านก่อน ความอยากรู้เหี่ยวพอดี จริงไหม?

1.)จีนในกระแสโลกาภิวัตน์ (China and globalization),วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
2.)ไปตามเส้นทางของเรา,วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
3.)ส่องคลื่นโลกาภิวัฒน์(The world is round),สฤนี อาชวานันทกุล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
4.)The Chemistry of Movie,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
5.)20 ปี ปาฐกถาพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
6.)ฟองสบู่เข้าตาเทวดาตกสวรรค์,ไกรศักดิ์ ชุณหะวันและวรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์โอเพ่น
7.)เห็นถั่วงอกเป็นดอกบัว,พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
8.)Open house4,ปราบดา หยุ่น บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
9.)มือที่สามในประวัติศาสตร์การเมืองไทย,อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
10.)กบฏสันติภาพ,วิวัฒน์ คติธรรมนิตย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
11.)เศรษฐกิจไทยหลังวิกฤติการณ์ปี 2540,รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
12.) อ่าน(ไม่)เอาเรื่อง ,ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
13.)ทำไมผู้ชายถึงมีนม? และอีกร้อยกว่าคำถามที่คุณกล้าถามหมอ ก็ต่อเมื่อหมดมาร์ตินีไปแล้ว 3 แก้ว,มาร์ค ลีเนอร์ และ นายแพทย์บิลลี โกลด์เบิร์ก,อุทัย วงศ์ไวศยวรรณ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
14.)เหนือมิติที่สี่ของไอน์สไตน์,ดร.มิชิโอะ คากุ และ เจนิเฟอร์ ทอมป์สัน,สว่าง พงศ์ศิริพัฒน์ แปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
15.)เมื่อช้างร้องไห้,เจฟฟรีย์ มูไซเอฟ แมสสัน และ ซูซาน แมคคาธี,วราพร สุรวดี บรรณาธิการแปล,โครงการจัดพิมพ์คบไฟ
16.)ถ้าจิตรยังมีชีวิตอยู่,วรศักดิ์ มหัทธโนบล,สำนักพิมพ์สามัญชน
17.)เช เกวารา ตำนานชีวิตนักปฏิวัติผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม,ศรีอุบล เรียบเรียง,สำนักพิมพ์สามัญชน
18.)One Hundred Years of Solitude(หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว),กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ,ปณิธาน - ร.จันเสน แปล,สำนักพิมพ์สามัญชน
19.)อัตชีวประวิติ หม่อมศรีพรหมา กฤดากร,หม่อมศรีพรหมา กฤดากร ณ อยุธยา,สำนักพิมพ์สารคดี
20.)The magic of mathematics(คณิตศาสตร์มหัศจรรย์),Theoni Pappas,ดร.กิตติกร นาคประสิทธิ์ และ โกสุม กรีทอง แปล,สำนักพิมพ์สารคดี
21.)ตามรอยกำเนิดมนุษย์,ดร.ธนิก เลิศชาญฤทธ์,สำนักพิมพ์สารคดี
22.)เจ้าชาวบ้าน ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์,วิมล อังสุนันทวิวัฒน์,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
23.)ชนัตถ์ ปิยะอุย ผีเสื้อเหล็กแห่งดุสิตธานี,ปรวรรณ ธนวัฒน์เสรี,สำนักพิมพ์พระอาทิตย์
24.)คนเลี้ยงม้า,ธีรภาพ โลหิตกุล,สำนักพิมพ์มติชน
25.)กระทบไหล่เขา,ปราบดา หยุ่น,สำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด
26.)เช ยังไม่ตาย,กนกพงศ์ สงสมพันธุ์,สำนักพิมพ์นาครมีเดีย
27.)สิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นแรง,กระบี่ไม้ไผ่,สำนักพิมพ์ยูเรก้า
28.)อำนาจของฝันร้าย บทวิเคราะห์ฉากหลังเหตุการณ์คุกคามสะเทือนขวัญทั่วโลก,กำพล นิรวรรณ เรียบเรียง,สำนักหนังสือใต้ดิน
29.)รวมความเรียงคัดสรร ปราบดา หยุ่น เขียนถึงญี่ปุ่น,ปราบดา หยุ่น,สำนักหนังสือไต้ฝุ่น
30.)Greece ดินแดนแห่งเทพเจ้าและตำนาน,อัลฟาและโรมิโอ,สำนักพิมพ์วงกลม
31.)เบื้องหลังการปฏิวัติ๒๔๗๕ ,กุหลาบ สายประดิษฐ์, สำนักพิมพ์มิ่งมิตร
32.)Master in security,จตุชัย แพงจันทร์,Info Press
33.)30วัน เล่ม3,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา,สำนักพิมพ์โอเพ่น
34.)โลกของเราขาวไม่เท่ากัน,ม.ล.ปริญญากร วรวรรณ และ วรพจน์ พันธุ์พงศ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)คน เขื่อน น้ำ ป่า กาแลคซี่,วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์,สำนักพิมพ์โอเพ่น
35.)open air,ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา บรรณาธิการ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
36.)เมด อิน U.S.A.,สุจิตต์ วงษ์เทศ,สำนักพิมพ์โอเพ่น
37.)เช็คหัวใจ สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ,วรพจน์ พันธุ์พงษ์ สัมภาษณ์และเรียบเรียง,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
38.)หลังไมค์ บีบีซี,นวลน้อย ธรรมเสถียร สุธาริน คูณผล อรนุช อนุศักดิ์เสถียร อิสสริยา พรายทองแย้ม,สำนักพิมพ์พิมพ์บูรพา
39.)วาดเก่งเรื่องกล้วยๆ วาดด้วยสมองซีกขวา,Betty Edwards,ชนิสา อรรถจินดา,สำนักพิมพ์ขวัญข้าว'๙๔

ดวง
20071020 21:41

Sunday, September 30, 2007

อยากมีหมอน

หายไปนานทีเดียวครับคราวนี้...
ที่หายไปไม่ได้แอบไปเที่ยวใหน หรือป่วยไข้แต่อย่างใด
แต่ที่ไม่ได้มีเรื่องเอามาลง ทั้งๆที่ไออุ่นลาวใต้อีกไม่กี่เดือนก็จะครบปีแต่ไปไม่ถึงลาวสักที -_-'
เป็นเพราะอยากจะเขียนเรื่องอื่นคั่นไออุ่นอีกสักตอน แต่ดันนึกอะไรไม่ออกเลย ผับผ่าสิ...

แว่บแรก..คิดว่าไม่เขียนสักอาทิตย์คงมีเรื่องอะไรให้มาเล่าสู่กันฟัง
แต่แล้ว...สองอาทิตย์ผ่านมาก็ยังไม่มีเรื่องอะไรในหัวอยู่ดี
สมองไม่แล่น?... คงไม่ใช่ เพราะหลังจากทำการหาสาเหตุของการตื่นนอนแล้วมึนไปทั้งวัน ว่าเป็นที่หมอนที่หนุนหัวตัวเองไม่ได้ระดับทำให้มีอาการเจ็บต้นคอในบางวัน ส่วนบางวันที่เหลือจะมึน โดยมีอาการคล้ายลักษณะคนเป็นดาวน์ คือไอคิวลดต่ำลงอย่างน่าใจหาย การตอบสนองช้าบวกกับหน้าตาอย่างกับคนเมาหมอนทั้งวัน(อันหลังสุดเป็นอาการของโรค Down-Pillow ที่ชัดเจนมาก)
ตอนแรกเข้าใจว่านอนไม่พอทำให้เป็นอย่างนี้ (ทั้งๆที่ก็นอนวันละเจ็ดชั่วโมงอยู่แล้ว) จึงทำการทดลองนอนเพิ่มขึ้นไปอีก
แฮ่ม...ไม่ได้เป็นคนขี้เซาแต่อย่างใด แค่ช่วงทดลองรู้สึกว่าหลังตัวเองยาวขึ้นนิดหน่อย พร้อมกับความรู้สึกอิ่มทุกครั้งที่ตื่นนอน ซึ่งลักษณะโดยรวมถือว่ามีความเหมือนเทียบเคียงกับลักษณะของนักการเมืองอย่างมากจนหน้าตกใจ ระหว่างหลังกับเขี้ยวที่ยาว และกินกับโกงบ้านโกงเมือง... เพียงแค่คิดก็รู้สึกขนลุกกับอาการของตัวเองที่ไปใกล้เคียงถึงขนาดนั้น จึงทำให้มั่นใจว่าการนอนเพิ่มขึ้นไม่ใช่ทางออกที่ดีและทางแก้ปัญหาได้...

สงสัยและคิดหาคำตอบอยู่นาน (เนื่องจากอาการของ Down-Pillow ทำให้ต้องใช้เวลานานขึ้นไปอีก) กว่าจะมาเคลือบแคลงสหายใกล้ตัวและแนบหัวอย่างหมอนสองใบ... แต่ทำไมต้องสองใบ? หลายคนอาจสงสัยจนเครื่องหมายคำถามกระแทกจอคอมพิวเตอร์ดังปั่กๆๆๆ จึงจะรีบวิสัจฉนาในทันใดว่าเพียงแค่แต่ละใบก็ล้วนแต่เก่าใช้เก่าเก็บจนแบน ซึ่งถ้าเอามานอนแบบเดี่ยวๆก็จะทำให้ดูหยิ่งเหนือฐานะไป เพราะจะดูเชิดตลอดเวลาที่นอน จึงรู้สึกว่าไม่ควรที่จะเชิดไปทั้งหัวขนาดนั้นถ้าเราไม่มีอะไรไปอวดเขาได้ ซึ่งแน่หล่ะ...จะไปมีอะไรไปอวด? ดังนั้นจึงจำต้องหาหมอนมาอีกใบเพื่อช่วยกันเกื้อหนุนให้หัวโค้งนิดๆอย่างสำรวม

แต่...อนิจจา ความพอดีไม่ใช่จะมากันง่ายๆดังที่ต้องการดอก
สองแรงแข็งขันหนุนกันสูงเกินไปจนทำให้เกิดโรค Down-Pillow ขึ้นมาตามที่ได้เรียนไปตั้งแต่ต้น แล้วไอ้ที่ Down เนี่ยก็ไม่ใช่ Pillow เสียด้วยสิ แต่เป็นสติ ปัญญาและสมาธิ ของผู้ที่แนบชิด Pillow แทน ไม่รู้ว่ากรณีอย่างนี้จะไปร้อง สคบ ได้หรือไม่? แต่ช่างมันเถอะ จะได้ถือว่าเป็นค่าโง่และอินเทรนด์เกาะตามกระแสเค้าไปด้วย

หลังจากพอคาดเดาสาเหตุได้แล้ว ก็ทำการบึ่งรถโดยสารสาธารณะ ไปซื้อหมอนใบใหม่พร้อมกับทำธุระแถวๆห้างไปด้วยเลย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าหมอนใบใหม่ใช้แล้วจะถูกใจจนร้องโอเคเสียงดังๆเหมือนโฆษณาฮอลล์ได้? อันนี้เรียนตามตรงว่าตัวเองก็ไม่ได้จบมาทางด้านสรีระกบาลคน จึงจนปัญญาที่จะสามารถเลือกซื้อหมอนให้ตรงตามหลักวิชาการได้ แล้วจะทำอย่างไรหล่ะทีนี้? จะให้กลับบ้านมือเปล่าแล้วไปนอนพร้อมกับอมฮอลล์ไปด้วยเพื่อที่จะได้ร้องโอเคๆเสียงดังๆ ก็ดูน่ากลัวว่าจะฟันผุแทน ในขณะที่กำลังประมวลผลคิดคำนวนอย่างหนักหน่วงนั้น ก็หันไปเห็นเตียง ใช่สิ! วิธีการทดสอบใดเล่าจะดีเทียบเท่าการใช้จริงได้ ฮ่าๆๆ
.
..
...
....
.....
......
.......
เสียใจด้วยสำหรับคนที่จินตนาการไปล่วงหน้าแล้ว ว่าผมจะไปนอนบนเตียงพร้อมกับวัตถุทดลองกลางห้าง...
ใครบ้าที่ใหนจะไปทำ... หมอนมีต้องหลายยี่ห้อหลายแบบ ขืนผมทำจริงผมต้องนอนประมาณสัปดาห์กว่าๆ มันนานเกินไปครับ ผมไม่มีเวลาว่างขนาดนั้น

ผมก็แค่เลือกที่รูปทรงมันน่าจะรับกับหัวได้ และเอาที่เป็นใยสังเคราะห์จะได้ไม่มีฝุ่นที่เป็นบ่อเกิดของโรคหอบและเคหะสถานของตัวไรฝุ่น และที่สำคัญหมอนที่ผมเลือกมีรูปผู้หญิงนอนยิ้มอย่างมีความสุขจนทำให้เกิดความอิจฉาอยากเป็นอยากมีบ้าง ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับปุถุชนมนุษย์ที่ไม่ได้บรรลุอะไรทั้งสิ้นอย่างผม สำหรับความอยากมีอยากเป็น

หลังจากเลือกได้ก็บึ่งรถโดยสารสาธารณะกลับมาที่บ้านด้วยใจอยากทดลองหมอนใหม่ ซึ่งในเวลาเดียวกันจำต้องสวมวิญญาณเพชรฆาตทอดทิ้งสหายเก่าทิ้งไป ดั่งคนอกตัญญูไม่เห็นบุญคุณกัน ทั้งๆที่หนุนส่งมาตั้งนมนาน...

ผลการทดลอง... อาการ Down-Pillow หายไปอย่างอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน (ขอสารภาพว่าดีใจจนลืมร้องโอเคๆไป) มีชิวิตกลับมาทำงานสมเงินเดือนได้อีกครั้ง แต่สมโอทีหรือไม่นี่ยังไม่แน่ใจ... และทรมานเพื่อนๆน้องๆที่ร่วมงานด้วยไอเดียที่บรรเจิดขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ จนทำให้เหนื่อยไปตามๆกัน (ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)

และนี่คือเรื่องคั่นอย่างหาสาระไม่ค่อยได้ และเล่ามาด้วยความทะลึ่งบ้องของการใช้คำและโครงสร้างที่มั่วขึ้นมาเรื่อยๆตามแต่ใจผู้เขียน จึงไม่เหมาะแก่บุตรของนักภาษาศาสตร์หรือครูภาษาไทยแต่อย่างใด เพราะถ้าเกิดการลอกเลียนแบบคำไปใช้จะทำให้พ่อแม่ท่านเศร้าใจได้ แต่เพียงแค่หวังว่าจะบันเทิงเริงรมย์และมีรอยยิ้มพิมพ์กันบนหน้ากันตามอัตภาพ
ขอขอบคุณที่ติดตามกันจนจบ...



ดวง
20070930 23:44

Sunday, September 2, 2007

แหม...ทำไปได้

คนใส่ชุดนักศึกษารัดรูป ก็เห็นกันเกลื่อนเมือง
คนใส่เสื้อเชิ้ตรัดรูป ก็งั้นๆ พบเห็นได้ทั่วไป
แต่ๆ....
อุ๊แม่เจ้า....
ผมเจอๆๆๆ....
....
....
นักศึกษาวิศวะใส่เสื้อช็อปรัดรูป!!??!!
แหม...มันทำไปได้


ดวง
20070902 23:05

Saturday, August 25, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 11

อุบล#6

ในบริเวณใกล้ๆวัดหนองบัวนั้น จะมีสวนสาธารณะอยู่ใกล้ๆแต่ด้วยความที่สวนนี้เพิ่งสร้างขึ้นมาจึงทำให้บรรยากาศยังไม่ร่มรื่นเท่าที่ควร ต้นไม้ยังเล็กอยู่ ดูแล้วช่วงเวลาเย็นๆน่าจะชวนนั่งเหมือนกัน และแม้ว่ายังกลางวันอยู่แต่ก็อดใจที่จะแวะเข้าไปเดินเล่นไม่ได้ เดินจนพอใจแล้วถึงออกมาได้

อย่างที่ทราบว่าผมไม่ได้เข้าพิพิทธภัณฑ์ตามที่ตั้งใจไว้เนื่องจากมันปิด ผมจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่จุดค้นพบโบราณวัตถุวัดบ้านก้านเหลืองแทน เท่าที่ดูข้อมูลนั้นไม่มีรถสองแถวผ่านหน้าวัด จะต้องเดินหรือนั่งมอเตอร์ไซด์รับจ้างเท่านั้น และเท่าที่ดูรอบๆข้าง ไม่เห็นมอเตอร์ไซด์รับจ้างเลยสักคัน...

แวะซื้อน้ำเปล่าตุนไว้ที่เซเว่น จึงถามถึงเส้นทางไปวัดบ้านก้านเหลืองไปในตัว ได้ความว่า "ใกล้ม๊ากกค่ะ สองกิโลเท่านั้นเอง ไปส่งก็ได้นะคะ"

ไม่มีเชิญชวนซื้อขนมจีบซาลาเปาอย่างที่คุ้นเคย แต่เป็นน้ำใจที่ล้นเอ่อเกินถ้วยบิ๊กกัลฟ์จะรับได้ ใจดีจริงๆ...

ผมยิ้มพร้อมผงกหัวขอบคุณในน้ำใจ แต่เลือกที่จะเดินไปเองดีกว่า กับแค่สองกิโล อืมมม...สบายยยยยย

สิบห้านาทีผ่านไป....

ท้องฟ้าสดใส ไร้ซึ่งเมฆมาบดบัง...เอ่อ..แสงแดด อากาศร้อนมาก แม้ว่าจะเป็นเดือนธันวาก็ตาม
เหงื่อเริ่มท่วม... ยังไม่เห็นวี่แวววัดบ้านก้านเหลืองแม้แต่น้อย ทนไม่ไหวเลยต้องแวะถามคนเพื่อความแน่ใจว่ายังไม่ได้เดินเลยมาแล้ว ได้คำตอบว่ายังไม่ถึง อยู่ตรงหัวมุมนุ้นนน พร้อมชี้นิ้วประกอบ
อืมมม... สุดสายตาพอดี เป็นสองกิโลที่เหนือความคาดหมายจริงๆ แต่ไม่มีทางเลือก เดินก้มหน้าก้มตาต่อไป

อีกสิบห้านาทีผ่านไป...

เข้ามาภายในวัดพร้อมสภาพที่ชุ่มเหงื่อ ยืนอยู่หน้าหม้อดินเผาแปดใบในหลุม เอ๊ะ...ทำไมไม่เหมือนในรูปในหนังสือท่องเที่ยว เช็คไปเช็คมาทำให้ทราบว่าวัตถุโบราณบางส่วนได้ถูกย้ายออกไปเก็บไว้ที่พิพิทธภัณฑ์ จึงเหลืออยู่เท่าที่เห็น... -_-'



ดูหม้อแปดใบคนเดียวอย่างงงๆ กับคำอธิบายที่ทำเป็นบอร์ดไว้ก็ไม่ได้บอกอะไรมาก... ยังดีที่ภายในวัดนั้นร่มรื่นพอสมควร พร้อมกับมีลมเย็นๆ โชยมาตลอดเวลา ช่วยทำให้ใจได้ผ่อนคลายลงอย่างดี ผมใช้เวลานั่งพักผ่อนให้ร่างกายที่เปียกไปด้วยเหงื่อได้แห้งลงไปบ้าง พร้อมกับจดบันทึกสิ่งที่ได้พบเจอมา

"บางทีความจริงกับสิ่งที่เราคาดหวังจะสวนทางกันบ้าง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร..." อย่างไรซะ มีความสุขกับความจริงก็คงไม่ใช่สิ่งที่ทำไม่ได้...

กับอีกสองกิโลขากลับ แม้ว่าจะรู้แล้วว่าร้อน เหนื่อย และห้วงเวลาแห่งความทรมานจะทำเวลาในหนึ่งวินาทียาวกว่าความเป็นจริง แต่สิ่งที่ผมได้บันทึกไว้อีกทีหลังจากเดินเสร็จแล้ว... "เรามีทางเลือกอยู่เพียงสองทาง จะเดินด้วยอารมณ์หงุดหงิด หรือเดินไปฮัมเพลงไป"

ผมไม่รู้ว่าผมฮัมไปกี่เพลง แต่สิ่งที่รู้มีแค่เพียงสองกิโลขากลับ ยาวไม่เท่าขาไป!
และรู้ด้วยว่าตัวกำหนดระยะทาง คงไม่ได้มีเพียงเครื่องวัดเท่านั้น ถ้าเราลองเริ่มใช้ใจวัดดู
"ซึ่งผลที่ได้จะสวนทางกับความจริง ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร..."


ดวง
20070826 00:13

Monday, August 13, 2007

จิดวิทยาหมู่

แต่ก่อนแต่ไรมา ผมเชื่อมั่นมาตลอดถึงความมีสติในการจับจ่ายใช้สอยเงินทอง
เชื่อมั่นในการสั่งสอนของแม่ ที่มักจะให้ลูกเก็บตังค์ซื้อของเองเมื่อต้องการ
คุณค่าของเงินจึงเป็นสิ่งที่ผมตระหนักดี ว่าควรใช้เมื่อใด เพื่อสิ่งใด และควรจะตัดใจไม่สนใจเสียเงินทองกับเรื่องใด

จนกระทั่งวันนี้... วันที่ผมรู้สึกเหมือนกับตัวเองเป็นหมอประกิตเผ่า ที่ถูกรายล้อมด้วยเปมิกานับสิบชีวิต
เงินทองทั้งหมดทั้งปวง หายไปเมื่อใดไม่ทราบ รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีเหลือแล้ว...

ผมเสียท่าให้กับจิตวิทยาหมู่ครับ...
นี่เป็นครั้งที่สองแล้ว ที่ผมโดนจิตวิทยาหมู่เล่นงาน
ครั้งแรกผมพลาด... แต่ยังเชื่อมั่นว่าเอาอยู่ ครั้งต่อไปไม่มีทางพลาดแน่นอน
แต่แล้ว...ผมก็สู้ไม่ไหว หมดสมรรถภาพทางการใช้เงินไปอย่างไม่น่าเชื่อ
อยากจะร้อง ฮาเลลูย่าาาา ออกมาดังๆ แต่ตัดใจได้ทันเพราะคิดว่ามันไม่เกี่ยวกัน...

จุฬามีเปมิกาเพียงคนเดียว แต่ที่นี่ TBT (Thailand Book Tower) มีเปมิกาเป็นสิบๆ

ครับ!... ผมโดนจิตวิทยาหมู่เล่นงานที่ TBT

อันที่จริงแล้ววันนี้ผมออกจากบ้านโดยมีเป้าหมายไปที่การซื้อหนังสือในตำนาน "ข้างหลังโปสการ์ด โดยหลานเสรีไทย" ซึ่งเป็นหนังสือแนวท่องเที่ยวที่ชอบมาก ได้อ่านอย่างบังเอิญโดยพี่ IKKE แนะนำมา เล่มที่อ่านนั้นเป็นหนังสือยืมจากห้องสมุด ทำให้พออ่านจบก็เกิดกิเลสอยากมีไว้ให้ได้หยิบมาอ่านอีกทีเป็นแบบส่วนตัวบ้างสักเล่ม ลองๆหาข้อมูลดูก็ไม่พบร้านที่มีขายเลย จึงพาลให้คิดว่าไม่น่าจะหาได้อีกแล้ว จนกระทั่งเมื่อวาน...ได้ทราบข้อมูลอย่างบังเอิญว่ามีขายที่ร้านตรงถนนปั้น ซึ่งเป็นร้านของหลานเสรีไทยเองเลย



ถนนปั้นกับ TBT นั้นห่างกันไม่เกิน 500 เมตร จึงเป็นเหตุให้ผมตัดสินใจเพิ่ม TBT เข้าไปในจุดหมายด้วย เพื่อหมายมั่นว่าจะมาแก้มือจากครั้งก่อนที่เพลาดท่าเสียทีไป

แต่เดินใน TBT ไม่ถึงสองชั่วโมงดี ผมก็พบว่าตัวเองมายืนอยู่หน้าตู้เอทีเอ็ม ตั้งท่ากดจำนวนเงินเพื่อนำมาใส่กระเป๋าแทนที่เงินที่อยู่ก่อนหน้า โดยที่ด้านขวามือนั้นมีหนังสือหนึ่งกองข้างๆรอหิ้วกลับบ้าน ซึ่งอยู่ในจังหว่ะเดียวกับความต้องการที่จะร้อง ฮาเลลูย่าาาาออกมา
อย่างที่ทราบไม่ได้ร้องเพราะไม่เกี่ยวกัน...

TBT จะมีทั้งหมดเก้าชั้นครับ แต่จะมี 6 ชั้นอรหันต์ทีจะขายหนังสือ โดยที่แต่ละชั้นนั้นจะมีโซนหนังสือ 4-6 โซนโดยประมาณ ซึ่งเมื่อคำนวนดูแล้วจะพบว่าถ้าเดินครบทั้งตึกจะเจอโซนหนังสือ 24-36 โซน

24-36 โซน!! หมู่ไหมครับ... จิตวิทยาหมู่ชัดๆ
เล่นเอาร้านหนังสือมาล้อมหน้าล้อมหลัง ล้อมบนล้อมล่างอย่างนี้ เดินออกจากร้านหนังสือก็เจอร้านหนังสือ ขึ้นบันไดเลื่อนจากชั้นขายหนังสือก็เจอชั้นขายหนังสืออีก ทำให้สติสัมปะชัญญะผมขาดเอาง่ายๆเลย
ถ้าแค่เพียงซื้อร้านละเล่มสองเล่มก็ไม่รู้จะเอาตังค์ที่ใหนมาจ่ายแล้ว จึงไม่แปลกที่ฐานะอย่างผมจะหมดตัวไม่เกินชั้นสาม

กดตังค์เสร็จแล้วก็หอบหิ้วหนังสือเดินหาร้านที่ขายข้างหลังโปสการ์ดอยู่สักพักจึงเจอครับ โชคดีที่ได้ซื้อเพราะจริงๆแล้ววันนี้ปิด แต่เผอิญมีคนอยู่จึงขายให้ได้

โดยรวมถึงแม้ว่าวันนี้จะต้านจิตวิทยาหมู่ไม่ได้ แต่ก็มีความสุขดีครับ :-)

ตัวหนังสือคุ้มครองนะครับ
ดวง
20070813 11:02

Link ที่เกี่ยวข้อง
เว็บของร้านหลานเสรีไทย
http://www.kathmandu-bkk.com
เว็บ TBT
http://www.thailandbooktower.com

Wednesday, August 1, 2007

ลาว กับ จิต

เพิ่งกลับมาจากลาวครับ...

ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาเห็นว่าน่าจะเป็นการดีที่จะมีโอกาสทำบุญพร้อมกับเที่ยวไปด้วย เลยตัดสินใจไปหลวงพระบางเพื่อใส่บาตรพร้อมกับเดินชมวัดไปในตัว
เที่ยวครั้งนี้เป็นการตัดสินใจแบบปุบปับก่อนวันไปสามวันและแทบจะไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลยครับ คงจะมีเพียงตั๋วรถไฟไปลงหนองคายเท่านั้นที่มีการจองไว้ก่อน ส่วนที่เหลือเรียกได้ว่าไปตายดาบหน้าจริงๆ เป็นการเล่นแบบแผลงๆพอสมควร เลยทำให้เที่ยวครั้งนี้ทุลักทุเลมาก... มากเสียจนเสียวว่าจะกลับเมืองไทยไม่ได้ไปหลายครั้งหลายครา

แต่ในทางกลับกัน ความทุลักทุเลก็ทำให้เที่ยวครั้งนี้มีชีวิตชีวาไม่น้อย ได้ไปอยู่ในที่ๆไม่มีนักท่องเที่ยวอยู่ ได้คุยกับคนที่นั่นอย่างสบายๆ กันเองๆ ได้สนุกและดื่มด่ำกับความงามของธรรมชาติเมืองลาวอย่างที่ไม่รู้จะหาคำพูดมาอธิบายอย่างไรถูก

ถ้าเราไม่ปิดใจ เมื่อเราพลาดสิ่งหนึ่งไปเราจะเห็นว่าเราจะได้อีกสิ่งหนึ่งมาทดแทนทุกครั้ง...
เมื่อผมจะต้องออกเดินทางจากเวียงจันทน์ไปหลวงพระบาง ผมพลาดรถแอร์อย่างดีเที่ยวเช้าไป แต่ได้รถโทรมๆ ไม่มีแอร์เที่ยวบ่ายมาแทน ความรู้สึกแรก เราไม่น่าพลาดเลย...

สองชั่วโมงถัดไป... ในขณะนั่งผมพบว่าวันนี้เป็นวันเสาร์ที่มีความสุขมากที่สุดวันหนึ่งของชีวิต ภายใต้บรรยากาศครึ้มๆ มีละอองฝนโปรยปรายมาเป็นระยะๆผสมกับกลิ่นไอดินที่ผมชอบ เคล้าลมเย็นๆที่พัดมาตลอดเวลา แถมยังรายล้อมด้วยเทือกเขาที่สลับซับซ้อนสวยงาม ทุกสิ่งทุกอย่างในเวลานั้น เป็นสิ่งที่ผมชอบทั้งหมด ทั้งสิ้น และไม่เคยได้มีโอกาสสัมผัสแบบครบอย่างนี้มาก่อน

ในขณะนั้นรถโทรมๆ เบาะเก่าๆ สำหรับผมแล้วมันได้กลายเป็นรถที่วิเศษสุดจริงๆ

ย้อนกลับมาคิดดู ถ้าผมนั่งรถแอร์เที่ยวเช้า ผมคงไม่ได้สัมผัสกับละอองน้ำ คงไม่ได้กลิ่นไอดิน คงไม่ได้รับลมเย็นๆ และคงรู้สึกเหมือนการเดินทางทั่วๆไปในวันธรรมดาวันหนึ่ง

ถ้าจะเรียกว่าเป็นการพลาดอย่างโชคดีก็คงจะไม่ผิดนัก แต่ไม่ว่าพลาดแล้วจะเจอสิ่งใด มันคงจะดีกว่าไหมที่จะพร้อมเจอสิ่งที่มาทดแทนด้วยรอยยิ้ม แล้วอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นให้มีความสุข แทนที่จะรำพึงรำพันกับสิ่งที่พลาดไปโดยไม่ได้อะไรขึ้นมา

จริงอยู่บางอย่างแม้ยิ้มรับ ก็คงรู้สึกว่าเกินจะทนไหว แต่ถ้าให้เลือกระหว่างที่จะต้องหงุดหงิด ตีโพยตีพายกับความทุกข์ยากที่ตนเองจะต้องเผชิญ กับการทนที่จะฝืนยิ้มรับมันเพื่อให้ใจเรานิ่งพอที่จะพิจรณาหาทางออกที่ดีกว่า ผมคงเลือกอย่างหลัง...

ถ้าจิดไม่สงบแล้ว ปัญญาคงยากที่จะเกิด พระท่านว่าอย่างนั้น

ปกติผมเป็นคนชอบที่จะอยู่กับความสวยงามของสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมากกว่ามนุษย์สร้างอยู่แล้ว ดังนั้นแม้ว่าหลวงพระบางจะประกอบด้วยตึกรามบ้านช่อง และวัดวาอารามที่เป็นของเก่าบูรณะ อย่างสวยงาม ตามที่เป็นเมืองมรดกโลกก็ไม่ได้ดึงดูดใจผมได้นานสักเท่าไร เดินดูสักพักก็รู้สึกอิ่ม แต่สิ่งเดียวที่มนุษย์สร้างแล้วดึงดูดใจในหลวงพระบางเห็นจะเป็นสตรี สวยจนอยากอยู่ต่อ

เงาะเมืองไทยโลละ 20 บาท หลวงพระบางโลละ 40 บาท ตอนซื้อไม่ได้สนว่าเป็นราคาแพงหรือเปล่า หลับหูหลับตาซื้อมาเนื่องด้วยเหตุปัจจัยมาจากแม่ค้าอย่างเดียว สวยบาดใจจริงๆ เขาว่าความรักทำให้คนตาบอด แต่เห็นจะต้องเพิ่มเข้าไปด้วยว่าความหลงทำให้สมองส่วนประมวลเหตุผลไม่ทำงาน ไม่ได้อยากกินเงาะแต่ซื้อเงาะ ตอนซื้อก็เขินซะจนทำอะไรไม่ถูก รับมาจ่ายตังค์แล้วเดินออกทันที คิดไม่ออกว่าควรจะทำอย่างไร...

อืม... ถ้าจิตไม่สงบแล้ว ปัญญาคงยากที่จะเกิด :-)






ดวง
20070805 12:38

Thursday, July 12, 2007

"ของขวัญ"

เนื่องด้วยที่ทำงานผมอยู่ย่านใจกลางเมือง แต่โดยนิสัยส่วนตัวนั้นเป็นพวกชอบอยู่อย่างเรียบง่าย สบายๆ จึงทำให้ผมรู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่ต้องอยู่ท่ามกลางคนปริมาณมาก เมื่อคนมากมลพิษทางเสียง ทางอากาศ และหลายๆครั้งที่เป็นทางสายตาก็เพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซ้ำเมื่ออาหาร เครื่องดื่มหรือแม้กระทั่งบริการมีไม่เพียงพอในยามที่ทุกๆที่ได้เวลาพัก กลไกตลาดจึงทำงานอย่างขันแข็งให้ข้าวของแพงขึ้น และปริมาณลดน้อยลงเมื่อเทียบกับท้องที่อื่น จริงอยู่ของดีราคาสมเหตุสมผลก็พอมีให้เสาะหากันได้ แต่เนื่องจากเวลาพักเป็นตัวจำกัด ทำให้บ่อยครั้งการแย่งชิงเองเป็นสิ่งทีปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

ย้อนมองดูตัวเองก็เศร้าใจ ในเมื่อมลพิษที่รังเกียจนักรังเกียจหนา ตัวเองก็มีส่วนสร้างอยู่ไม่น้อย การแย่งชิงเองในบางครั้งก็มีส่วนร่วม ในเมื่อใจก็ไม่ชอบสิ่งแวดล้อมอย่างนี้แต่ก็ยังคงทำงานอยู่มาได้ตั้งนมนาน และนานพอที่จะทำให้บ่อยครั้งรู้สึกว่าฝุ่นละอองเป็นเรื่องปกติ ขยะเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งกว่าจะได้สติก็ตอนออกไปท่องเที่ยวแล้วทำให้รู้ว่าอากาศที่สะอาดเป็นอย่างไร และธรรมชาติน่าอยู่ด้วยเพียงใด

ถ้าไม่มีงานที่สนุก เพื่อน พ้อง น้อง พี่ ที่น่ารัก เป็นตัวแปรสำคัญ ผมคงอยู่อย่างนี้ได้ไม่นานอย่างที่เป็น และถ้าไม่ได้รถไฟฟ้าทั้งบนดิน ใต้ดิน ผมก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะทนกับสภาพจราจรเวลาเดินทางไป กลับ ได้มากน้อยเพียงใด

ด้วยความสะดวกรวดเร็วของรถไฟฟ้า ทำให้ชีวิตวันทำงานและไม่ทำงานของผม มักจะฝากการเดินทางไว้ด้วยอยู่เป็นประจำ โดยสารชำนาญถึงขั้นรู้ว่าควรจะวิ่ง เดินเร็ว หรือเดินเนือยๆสบายอารมณ์จากที่ขายตั๋วถึงชานชาลา ถึงจะขึ้นรถไฟฟ้าได้ทันเวลา แบบพอดีเป๊ะๆ หรือแม้กระทั่งควรจะเข้าประตูใหนของขบวนแล้วทำให้ออกมาตรงบันไดชานชาลาพอดี ไม่ต้องเดินไกล

แต่ความสะดวกสบายในการเดินทางลดน้อยลงหลังจากเกิดเหตุการณ์วางระเบิดในกรุงเทพช่วงวันปีใหม่ จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคน ทำให้ผมเริ่มได้เห็น รปภ ยืนประจำทุกทางเข้าออกของรถไฟฟ้าใต้ดิน เพื่อตรวจสัมภาระก่อนเข้าใช้บริการ

สำหรับคนที่ไม่ค่อยมีสัมภาระอะไรอย่างผมนอกจากเป้สะพายหลังที่มีแต่หนังสือและกระดาษนิดหน่อย จึงยินดีเปิดให้ค้นเจอของเดิมทุกวันอย่างไม่อิดออด และไม่รู้สึกอะไรกับมาตราการนี้สักเท่าไรจะกระทั่งวันนี้...

วันที่ผมเห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนแกะกระดาษห่อกล่องของขวัญอย่างบรรจง เพื่อให้ รปภ ตรวจค้นของที่อยู่ภายใต้กล่องและกระดาษห่อ ของขวัญที่เป็นตัวกลางส่งความสุขถึงผู้รับ คงสูญเสียความเป็นของขวัญของตัวมันเองไปจนหมด ในเมื่อผู้ส่งคงไม่เหลือความสุขไปส่งต่ออีกแล้ว

จากภาพที่เห็นนอกจากจะทำให้ผมเห็นใจผู้หญิงคนนั้นขึ้นมาจับใจแล้ว ยังทำให้ผมหดหู่ใจและต้องถามตัวเองอย่างจริงๆจังๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของเรา ผมไม่ได้โกรธหรือเกลียดอะไรกับมาตราการรักษาความปลอดภัยหรือความเข้มงวดของ รปภ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นไปตามการป้องกันเหตุที่จะเกิด แต่คำถามที่ผมถามตัวเองนั้นยังให้เกิดคำถามตามมาอีกว่า ก่อนที่เขาจะฆ่าหรือทำร้ายคนที่ไม่เคยทำอะไรให้เขาโกรธเกลียด เขาคิดอะไรอยู่ เขามีเหตุผลอะไรอยู่ในใจ

เราได้รับข่าวจากเหตุการณ์ฆ่ากันตายทุกวันในสามจังหวัดภาคใต้ จนเริ่มกลายเป็นข่าวสารในชีวิตประจำวันธรรมดาข่าวหนึ่ง ทั้งๆที่คนที่ถูกฆ่าตายนั้นไม่สมควรที่จะตายเลย

คงยากที่จะล่วงรู้ถึงเหตุผลหรือไม่มีเหตุผลของผู้กระทำ ที่อาจจะมาจากจุดประสงค์บางอย่าง อุดมการณ์ หรือเอาเข้าจริงๆแล้วเขาอาจหาไม่จะไม่รู้เลยว่าตัวเองฆ่าคนไปเพราะเหตุใด
แต่คงไม่ยากที่จะบอกว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ควรจะมีใครตาย ไม่ควรจะต้องมีใครสูญเสีย หรือได้รับความทุกข์ร้อน ในเมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยเลย หรือแม้คนที่เกี่ยวข้องเขาสมควรที่จะได้รับโทษเป็นความตายหรือ



ผมไม่รู้ว่าจวบจนเมื่อไหร่ผมถึงจะหาคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้กับตัวเองได้


ผมไม่รู้ว่ากล่องของขวัญนั้นจะถึงผู้รับด้วยสภาพอย่างไร


ผมไม่รู้ว่าคนรับจะรู้สึกอย่างไรเมื่อคนแรกที่ได้เห็นของขวัญในกล่องหลังจากห่อนั้น ไม่ใช่เค้าแต่เป็นรปภ


แต่ตอนนี้ผมรู้เพียงแค่ว่า...ถ้าเราเลิกฆ่ากัน ทำร้ายกัน มันจะกลายเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่ส่งมาหาเราทุกคน...




ดวง
20070712 23:12

Saturday, July 7, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 10

อุบล#5

จากสวนสาธารณะทุ่งศรีเมือง ผมนั่งรถต่อมาที่วัดหนองบัวที่อยู่ตรงชานเมือง ผมมาถึงโดยสวัสดิภาพครับ ไม่ใช่ว่ารถมันสุดสายที่นี่หรอกนะครับ เพราะถึงผมจะหลงเก่งอย่างไร มันต้องมีบ้างสิน่าที่โชคดีไม่หลง... และครั้งนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ จากข้อมูลในหนังสือท่องเที่ยววัดนี้จะมีพระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ซึ่งจำลองมาจากเจดีย์พุทธคยาประเทศอินเดีย

พุทธคยานั้นเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยจะมีพระที่นั่งวัชรอาสน์ และต้นพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งเป็นที่ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับตรัสรู้อยู่ นอกจากนั้นยังมีองค์พระเจดีย์ศรีมหาโพธิวิหาร ซึ่งเป็นเจดีย์ใหญ่ทำด้วยหินทราย สูงประมาณ 160 ฟุต ตามประวัติเล่าว่า พระเจ้าอโศกมหาราชได้สร้างขึ้น เมื่อราว 300 ปีก่อนคริสตกาล หรือประมาณ พ.ศ.205 โดยเชื่อว่าตัวเจดีย์ใหญ่ได้รับการบูรณะและสร้างขึ้นใหม่เมื่อราวคริสตศตวรรษที่ 7 โดยกษัตริย์วงศ์ปาละ แห่งแคว้นเบงกอล (ขอขอบคุณ google และเว็บอ้างอิงสำหรับข้อมูล)

สมัยก่อนเมื่อไปเที่ยววัดเที่ยววากับเพื่อนๆ นั้น ผมมักจะได้รับความหวังดีจากเพื่อนๆเสมอๆ โดยบอกให้ยืนรอข้างนอกวัด มันเป็นห่วงสุขภาพผมกัน กลัวว่าผมจะร้อน... เจออย่างนี้ผมก็เลยหันไปตอบว่า ผีบ้านเอ็งเหรอ เรียนพุทธศาสนาได้เกรด 4 นี่...คุยซะเลย โดยขณะพูดนั้นต้องยืดตัวให้ตรงๆ พองๆ ด้วย ภาษาชาวบ้านเขาจะเรียกว่าเบ่ง :-)

วัดนี้สงบมากครับ สงบจริงๆ สงบเงียบเชียบ ถึงขั้นอ้างว้าง วังเวงเลยทีเดียว นอกจากเจดีย์พุทธคยาที่ตั้งตระหง่านอยู่แล้ว ผมมองไม่เห็นสิ่งมีชีวิตอยู่ในระแวกวัดเลย แต่นี่ไม่ใช่ปัญหาครับ (เพราะยังกลางวันอยู่) ผมเดินเข้าไปไหว้พระภายในตัวองค์เจดีย์ ซึ่งสวยและใหญ่กว่าที่ผมจินตนาการไว้เยอะ จัดแจงถ่ายรูป พร้อมกับเดินดูภายในวัดไปเรื่อยๆ ตัวองค์เจดีย์นั้นจะมีสองชั้นซ้อนกันครับ ชั้นในเป็นสีทอง ส่วนชั้นนอกทำจากปูนสีขาว เท่าที่ทราบประวัตินั้นตัวองค์เจดีย์ในถูกสร้างขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ พุทธศตวรรษที่ 2500 และหลังจากนั้นอีก 5 ปีถัดมาจึงได้มีการสร้างองค์เจดีย์องค์ใหญ่ครอบอีกที








วันพรุ่งนี้ผมจะเข้าลาวแล้ว ตัวผมเองก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่า จะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยจนกลับมาเมืองไทยได้หรือเปล่า ตัวเองก็หลงทางเก่งใช่ย่อย ที่พักก็ไม่รู้จะหาได้หรือไม่ และยังกังวลเลยเถิดไปถึงอันตรายจากการจี้ปล้นอีก... ภายใต้การกังวลต่างๆนาๆ ผมตัดปัญหาโดยการไล่โทรสั่งเสียก่อนเลย ซึ่งเพื่อนๆพี่ๆน้องๆที่ผมโทรไปก็แสนจะดี ทุกคนคอยย้ำเตือนถึงของฝาก ให้ซื้อกลับมาด้วย...
เออ แฮะ ไม่ได้ห่วงตูเลย -_-''

ดวง
20070707 22:57

Sunday, July 1, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 9

อุบล#4

เขาว่ากันว่าลมหนาวมักจะทำให้เรารู้สึกเหงามากขึ้นเป็นพิเศษ...
อาจเป็นเพราะความเย็นแห้งๆ ชวนใจห่อเหี่ยวโหยหาเหือดแห้งหาย และหดหู่ลงเรื่อยๆ
อาจเป็นเพราะความอบอุ่นของตัวเราที่พรากจากเราไปพร้อมกับลมโดยไม่ทันได้ร่ำลา
อาจเป็นเพราะใบไม้สีน้ำตาลที่ร่วงโรย ทิ้งกิ่งไม้ไว้ข้างหลังเพียงลำพัง

ภายใต้บรรยากาศอย่างนี้ ถ้าผมจะคิดถึงใครบ้างก็คงไม่ผิดนัก หรือถ้าผมจะหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาใครสักคนก็คงจะไม่น่าเกลียด แต่กลับกัน...ผมดันนั่งอมยิ้มไปเรื่อยๆ โดยที่ยังไม่ได้คิดถึงใคร และโทรศัพท์มือถือยังคงหลับอยู่ที่เดิมของมัน
ผมไม่ได้ยิ้มให้กับความอ้างว้างเดียวดายของตัวเอง ซึ่งถ้าจะพูดว่าอ้างว้างก็คงจะไม่ถูกต้องนัก
เพราะจริงๆแล้วผมไม่ได้นั่งอมยิ้มตามลำพัง แต่ยังมีรอยยิ้มควบเสียงหัวเราะสดใสเคลื่อนที่ไปมาข้างหน้าผมเต็มไปหมด

ที่ๆผมนั่งคือทุ่งศรีเมือง สวนสาธารณะของจังหวัดอุบลครับ ผมมาในช่วงเวลาเดียวกับโรงเรียนอนุบาลข้างๆกำลังจะมีกีฬาสีขึ้น ครูจึงนำนักเรียนในแต่ละสีมาซ้อมกีฬากันในสวน

ผมเชื่อว่าทุกคนคงไม่ปฏิเสธความน่ารัก บริสุทธิ์ของเด็ก และเด็กแต่ละคนก็มีความสว่างสดใสประดับอยู่ในตัวเอง
และที่นี่...เด็กกว่าร้อยชีวิต เล่นเอาสวนสาธารณะสว่างไปหมดเลยทีเดียว

แต่ถึงแม้จะสว่างขนาดใหน ก็ไม่มีพิษไม่มีภัยต่อดวงตาของเราแม้แต่น้อย ซ้ำยังกลับทำให้ใจมีชีวิตชีวาตามเด็กๆไปด้วย

ผมนั่งมองอยู่นาน........จนเห็นเด็กชายคนหนึ่งยืนเก้ๆกังๆในตำแหน่งผลัดที่สามของกีฬาวิ่งผลัด เพื่อรับไม้ส่งต่อจากเพื่อน
แล้ววิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมความหวังจะทำให้ทีมตนเข้าที่หนึ่ง แต่ความตั้งใจท่ามกลางความตั้งใจก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อตัวเขามีช่วงขาที่สั้นกว่าคนอื่น ซึ่งแม้จะมีความคล่องตัวเข้ามาแทนส่วนที่ขาดหายก็ตาม แต่ก็ทำได้เพียงรักษาอันดับที่ไม้ก่อนหน้านี้ส่งมาเท่านั้น

ผมมองเด็กคนนั้นด้วยความรู้สึกคุ้นเคยสนิทสนมเป็นอย่างดี และถ้ามีโอกาสได้เข้าไปใกล้ ผมอยากจะนั่งฟัง ให้เขาเล่าจินตนาการ ความฝัน ความหวังในใจ อยากให้เขาแสดงตัวเป็นยอดมนุษย์ต่อสู้กับเหล่าร้ายให้ดู และอยากจะลูบหัวแล้วกระซิบบอกเขาเบาๆ ว่านี่คือสิ่งวิเศษที่ทุกๆคนได้มา ที่เมื่อเวลาผ่านไป กลับไม่มีใครรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้หายไปจากตัวเราเมื่อไร ดังนั้นรักษามัน กอดมันไว้ให้ดีๆนะ.........เด็กชายดวง



ผมลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกงตำแหน่งตูดของผู้ใส่พอสะอาด แล้วเดินเล่นรอบสวนไปเรื่อยๆ ในสวนนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เดินดูเล่นครับ ตั้งแต่รูปหล่อขบวนแห่เทียนพรรษาจำลองขนาดใหญ่ ปฎิมากรรมแสดงสัญลักษณ์ ความแตกต่างระหว่างหญิงสาว ไทย ลาว เวียดนาม และเขมร หรือแม้กระทั่งเสาหลักเมือง





อากาศพอเริ่มอุ่นจากแสงแดดที่สาดส่องลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อย... ผมถอดเสื้อแจ๊กเก็ตกันความเย็นอมความร้อนพับเก็บเข้าใส่กระเป๋า แล้วเดินต่อไปยังท่ารถเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายถัดไป พร้อมกับมือที่จูง........เด็กชายดวง


ดวง
20070701 15:33

Sunday, June 24, 2007

ฺBookapool (บุ๊ค-กะ-พูล)

เคยเดินเข้าไปในร้านหนังสือ พบเจอหนังสือที่ท่าทางถูกใจแต่ไม่แน่ใจว่ามันดีหรือเปล่า หรือบางทีหนังสือแนวที่ต้องการก็มีกันหลายแบบ หลายคนเขียนให้เลือก และไม่รู้ว่าจะเลือกเล่มใหนดีกันบ้างไหมครับ

มี Blog ใหม่มาแนะนำครับชื่อ Bookapool เป็น Blog ที่แนะนำหนังสือที่น่าสนใจให้รับทราบกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อหนังสือครับ
Blog นี้เป็น Blog ที่ผมกับเพื่อนและพี่ร่วมทำกัน หวังว่าจะช่วยนักอยากอ่านให้ได้อ่านของดีๆ
ตัว Blog เองเพิ่งเปิดได้ไม่นาน หนังสือที่แนะนำจึงยังมีน้อยอยู่ ถ้าใครมีหนังสือในดวงใจอยากจะแนะนำ ก็ขอเชิญชวนนะครับ เพื่อให้คนไทยเราได้อ่านหนังสือกันมากขึ้น...

สำหรับนักอยากเขียน หรือนักอยากแนะนำหนังสือติดต่อมาที่ผมได้โดยตรงหรือจะส่งมาที่ bookapool@hotmail.com ก็ได้ครับ แนวหนังสือไม่จำกัดนะครับ อะไรก็ได้ตามแต่คุณถูกใจ ;-)

ปล เราเองต่างรู้ดีถึงคุณค่าหนังสือว่ามีประโยชน์ ไม่เพียงแต่ตัวเราเท่านั้น แต่ลามไปถึงสังคมรอบข้างเราด้วย ดังนั้นผมคนไทย และคุณก็คนไทย ถ้าเราไม่ทำสิ่งดีๆ ให้แก่กันแล้ว จะไปทำให้ใครหล่ะครับ(กรุณาอ่านด้วยน้ำเสียงจริงจัง)

ปล2 ตอนแรกว่าจะเขียนไออุ่นลาวใต้ตอนใหม่ แต่เขียนนุ่นเขียนนี่ ทำนุ่นทำนี่ อ่านนุ่นอ่านนี่ กินนุ่นกินนี่อยู่ รู้สึกตัวอีกทีหมดวันแล่ว...
หลังจากชักแม่น้ำมาอ้างแล้ว ก็ขอยกยอดไปอาทิตย์หน้านะครับ :-D

ตัวหนังสือคุ้มครอง
ดวง
20070624 1:05

Thursday, June 14, 2007

จินตนาการ-ความสุข-ตัวเรา

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดอาการตีบตันทางความคิด
เหมือนก๊อกจินตนาการถูกปิดไปอย่างกระทันหัน
ขาดความเพลิดเพลิน ขาดความสุขไปโข...

อาจเพราะทำงานหนักเกินไป จนไม่มีเวลาปล่อยใจให้ได้หยุดพักบ้าง
อาจเพราะหวังในสิ่งที่ไม่แน่นอน จนตัวเองต้องไปกังวลกับความหวังซะเอง
รู้ทั้งรู้ ว่าควรจะคิดอย่างไรถึงจะผ่อนคลาย แต่มือยังคงยึดเหนี่ยวไว้ไม่ยอมปล่อย
ยึดไว้จนมือล้า และใจเริ่มอ่อนแรง...

เมื่อใจอ่อนแอ ทุกข์เล็กทุกข์น้อย ก็ทำร้ายเราได้มากกว่าที่เคย...

คงได้เวลาหลบไปพัก ไปหาจุดสมดุลให้ตัวเองบ้าง
ให้ตัวเองได้ทำความรู้จักกับตัวเองมากขึ้นอีก กว่านี้...

ดวง
20070614 11:44

Sunday, June 3, 2007

ดีหรือบ้า?

"บ้ากับดีห่างกันเพียงเส้นด้ายบางๆ"
เมื่อเราค้นพบอะไรบางอย่างที่มีอิทธิพลกับจิตใจเรา ดุจดังแสงสว่างที่เรารอคอย ดุจดังปลายทางที่เราจินตนาการ หรือบางทีหล่นมากระทบดั่งเม็ดฝนหลงฤดู
เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแสงสว่าง หรือปลายทาง หรือเม็ดฝนนั้นเปลี่ยนเราให้เป็นคนดี หรือบ้า?

คนใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นวิ่งอยู่ในห้าง เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนลุกให้ผู้ชายกำยำนั่งบนรถเมล์ เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนสะพายกระเป๋าโดยที่ไม่มีเงินติดตัว ก้าวเท้าเดินไปไกลกว่าพันกิโลเมตร เป็นคนดีหรือคนบ้า?
คนเป็นกษัตริย์ ละทิ้งทรัพย์สมบัติทุกอย่าง แล้วออกไปอดอาหาร เป็นคนดีหรือคนบ้า?

ลูกชายผู้ซึ่งทำตัวเหลวแหลก สำมะเรเทเมา ไม่สนใจใยดีคนรอบข้าง แม่กระทั่งครอบครัว
แต่แล้ววันนึงความคิดทุกอย่างกับตาลปัต เมื่อแม่ที่เขาโมโห ล้มป่วย
เขาวิ่งร้องไห้ เข้าไปในห้างที่ติดกับบ้านเขา กำเงินทั้งหมดที่มี เพื่อซื้อยาประจำตัวของแม่ ที่พึ่งหมดลงพร้อมกับอาการที่กำเริบขึ้นมา
แม่รอเขาอยู่ เขาไม่สามารถปล่อยเวลาที่มีค่าหล่นหายไปสักวินาที แม้กระทั่งเปลี่ยนชุด
เขาสัญญากับตัวเองว่า ถ้าเขาซื้อยามารักษาแม่ทัน "เขาจะทำตัวให้ดีและจะใช้ชีวิตอยู่กับแม่อย่างคุ้มค่า..."
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?

ในตอนกลางวัน ท่ามกลางอากาศร้อน มลพิษ และรถติดของกรุงเทพฯ
แต่ในรถเมล์สายหนึ่งที่แน่นขนัดไปด้วยคนเบียดเสียดยัดเยียดอยู่นั้น
ผู้หญิงคนหนึ่ง ลุกให้ผู้ชายกำยำนั่งลงบนเก้าอี้ที่ตนเคยเป็นเจ้าของ
เพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นมองเห็นสิ่งที่คนอื่นไม่ได้สนใจ ไปกว่าความอ่อนเพลีย และหงุดหงิดกับสภาพแย่ๆรอบตัว
เธอเห็นเลือดที่ไหลอยู่ปลายเท้า พร้อมกับใบหน้าที่ซีดเซียว...
ถ้าผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไป คนที่อยู่ข้างหลังเขาจะรู้สึกอย่างไร
และถ้าผู้ชายคนนี้เป็นอะไรไปต่อหน้า โดยที่เธอไม่ได้ช่วย เธอคงจะไม่ให้อภัยตัวเธอเองเลย
เธอพาเขาส่งโรงพยาบาล ในสองป้ายรถเมล์ถัดไป ท่ามกลางคนในรถเมล์ที่ห่วงกับสภาพตัวเอง...
เธอเป็นคนดีหรือคนบ้า?

การเดินจะเป็นขบวนการข้ามให้พ้น...
พ้นความรู้สึกเสียดายในสิ่งที่ยึดติดอยู่
พ้นความรู้สึกเกลียดชังต่อผู้อื่นที่ถูกทำให้เป็นคู่แข่งขัน
พ้นความรู้สึกกลัว ในความไม่แน่นอนต่างๆ ที่มีอยู่รอบตัว
ผมจะใช้การเดินเป็นขบวนการเรียนรู้ที่จะทำลายความรู้สึกเสียดาย รู้สึกกลัวที่มีอยู่ในใจผม
ผมจะเดิน....เดิน.... เดินจนกว่า ความรู้สึกเสียดาย (ความโลภ) ความรู้สึกเกลียด (ความโกรธ) และความรู้สึกกลัว (ความหลง) จะลดน้อยเบาบางลง
เมื่อใดที่ความโลภ-โกรธ-หลง ในใจเบาบางลง เมื่อนั้นผมคงได้สัมผัสกับจินตนาการในยามเยาว์วัย
ข้อความข้างต้นเป็นคำกล่าวของ อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ต่อนักศึกษาในคาบสุดท้าย ของวิชาปรัชญา ม.เชียงใหม่
และก่อนลาออกจากราชการหลังจากนั้น เพื่อเดินทางจากเชียงใหม่มาสมุย โดยไม่พกเงินติดตัวเลย...
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?


เจ้าชายคนหนึ่งทางอินเดีย ผู้ซึ่งละทิ้งทุกอย่าง ทรัพย์สิน เงินทอง พ่อ แม่ ภรรยา และลูก เพื่อค้นหาหนทางดับทุกข์
เขาเป็นคนดีหรือคนบ้า?

เมื่อเราค้นพบสิ่งที่เราค้นหา ที่ผ่านการตรึกตรองด้วยสติแล้วนั้น เราต้องกอดมันไว้ แล้วเดินฝ่ากระแสสังคม เพื่อทำในสิ่งที่เราเชื่อ ก็เท่านั้นเอง...
เอ...แล้วนี่ผมเป็นคนดีหรือคนบ้ากันหล่ะ?

ดวง
20070502 5:13

Monday, May 28, 2007

ไออุ่นลาวใต้ ตอน 8

อุบล#3

การได้รู้ประวัติศาสตร์ น่าจะทำให้เที่ยวในเมืองนั้นได้สนุกขึ้น ผมเชื่ออย่างนั้นครับ
ดังนั้นที่ๆสามารถตอบโจทย์ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ตามประสาคนเมืองที่ต้องการอะไรรวดเร็ว ฉาบฉวย อย่างผม
พิพิทธภัณฑ์ประจำจังหวัดคงเป็นคำตอบ...

หลังจากกินข้าวเช้าและโทรไปยืนยันความมีชีวิตอยู่กับแม่ พร้อมกับยังคงมุสาอยู่อย่างต่อเนื่องว่าเพื่อนๆนั้น ยืนอยู่ข้างๆ
ทั้งที่ความจริงจะมองไปเห็นเพียงชายหนุ่มที่นั่งมองดูสายน้ำมูลอยู่อย่างเปลี่ยวเหงาก็ตาม
ผมเข้าใจว่าแม่คงไม่มีโอกาสได้อ่านเรื่องราวที่เขียนนี้แน่นอน แต่ลูกคนนี้อยากจะขอโทษที่มุสาออกไป...
และถ้าขอโทษล่วงหน้าได้เหมือนการฝากเงินเข้าธนาคาร ก็อยากจะขอโทษฝากเพิ่มเข้าไปอีกสักสองสามครั้ง แหะๆ

ผมกางแผนที่หาทางไปพิพิทธภัณฑ์ ได้ความว่าเดินไปไม่ไกลก็จะเจอ
เรื่องเดินนี่ของถนัดของผมอยู่แล้วครับ ถ้าอากาศเป็นใจ และการเดินทางนั้นไม่ต้องเร่งรีบ ผมมักจะไม่ปล่อยโอกาสที่จะเดินอยู่เสมอ...

ที่อุบลเช่นกัน อากาศกำลังเย็นสบายและการได้เดินชมเมืองอุบลไปเรื่อยๆ คงจะมีความสุขไม่ใช่น้อย ผมเดินชมเมืองไปเรื่อยๆสักพักก็ถึงพิพิทธภัณฑ์ครับ แต่...
ผมได้แต่ยืนนิ่งอยู่ข้างหน้า โดยมือซ้ายถือกล้องถ่ายรูป มือขวาถือหนังสือท่องเที่ยว ปากขมุบขมิบๆ จับใจความได้ว่า เป็นไปได้ไงวะๆๆๆๆๆๆ
พิพิทธภัณฑ์มันปิดครับ... วันอังคารเนี่ยนะ ผมคิดในใจ เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายมาก
ผมรีบเปิดหนังสือท่องเที่ยวเช็คดูอีกทีเพื่อความแน่ใจ ได้รับการยืนยันว่าพิพิทธภัณฑ์ปิดวันจันทร์กับอังคารจริงๆ ที่จริงก่อนหน้าที่จะเดินทางมา ผมมีความมั่นใจเต็มร้อยว่าวันอังคารผมจะได้เข้าพิพิทธภัณฑ์แน่นอน เป็นความมั่นใจที่ปราศจากการตรวจสอบข้อมูลครับ ก็พิพิทธภัณฑ์บ้าที่ใหนจะปิดวันอังคาร...

ประโยคคำถามวิ่งเข้ามาในหัวมากมาย.. ทำไมปิดวันธรรมดาไม่ปิดเสาร์ อาทิตย์? แล้วทำไมเลือกปิดวันจันทร์ อังคาร?
สถานที่ราชการอื่นยังปิดวันหยุดสุดสัปดาห์ ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ราชการหรือ?
ขณะคิดตัวยังยืนนิ่งมือซ้ายยังถือกล้องถ่ายรูป มือขวายังคงถือหนังสือท่องเที่ยว แต่ปากเลิกขมุบขมิบแล้ว(กลัวยามของพิพิทธภัณฑ์จะเดินมาล็อกคอหาว่าเล่นของใส่แก) อยู่หน้าป้ายที่เขียนว่า "วันนี้พิพิทธภัณฑ์ปิด"

คิดสักพักผมก็ถึงบางอ้อ นั่นสิ... ถ้าปิดเสาร์ อาทิตย์ พ่อแม่จะจูงลูกเล็กเด็กแดง มาศึกษาประวัติศาสตร์ในวันหยุดพักผ่อนก็ไม่ได้ และนักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่ก็มักจะมาช่วงสุดสัปดาห์กันก็เข้าไม่ได้ ซึ่งไอ้นักท่องเที่ยวที่มาแบบผิดปกติอย่างผมเนี่ย จะเข้าไม่ได้ก็คงไม่เป็นไร เพราะเขาต้องรักษาคนหมู่มากไว้ก่อน จึงไม่ใช่พิพิทธภัณฑ์บ้า แต่เป็นผมเองต่างหากที่บ้าที่คิดว่าพิพิทธภัณฑ์จะปิดเสาร์ อาทิตย์ เหมือนสถานที่ราชการอื่นๆ หรือธนาคาร -_-''

ถ้าปิดวันจันทร์กับอังคาร ก็หมายความว่าผมหมดสิทธิ์เข้าแน่นอน เพราะตามกำหนดการพรุ่งนี้ผมจะต้องข้ามไปลาวแต่เช้า ถ้าจะให้ต้องเลื่อนข้ามไปลาวในวันถัดไป คงไม่ดีแน่เพราะผมจองตัวรถกลับไว้แล้ว ทำให้ผมจะต้องหั่นวันที่อยู่ลาวให้น้อยลง ลามไปถึงกำหนดการเที่ยวลาวที่วางไว้ต้องปรับใหม่อีก ซ้ำช่วงปีใหม่เลื่อนตั๋วรถกลับได้ง่ายๆซะที่ใหน

ปิ๊ง! แต่ใช่ว่าไม่มีทางออก... เพราะยังไงผมต้องกลับมาที่อุบลอีกทีอยู่ดี ตามแผนที่วางไว้ผมจะกลับมาประมาณวันอาทิตย์ ซึ่งน่าจะมีเวลาให้ได้เข้ามาเยี่ยมชม... ผมยืนยิ้มด้วยความรู้สึกโชคดีที่สามารถเก็บพิพิทธภัณฑ์เอาไว้อยู่ในแผนได้ โดยที่ตัวเองไม่รู้หรอกว่าเมื่อกลับมาวันอาทิตย์แล้ว พิพิทธภัณฑ์มันปิดเนื่องจากวันหยุดปีใหม่!!!

หลังจากหาทางออกได้แล้ว(โดยที่ไม่รู้หรอกว่ามันไม่ใช่ทางออกแต่เป็นทางตัน)ผมก็เดินไปวัดศรีอุบลต่อ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพิพิทธภัณฑ์นัก วัดนี้จะมีพระอุโบสถที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบเดียวกับวัดเบญจมบพิตรในกรุงเทพฯครับ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระแก้วบุษราคัม พระคู่บ้านคู่เมือง ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต ประเทศลาว



ผมเข้าใจเอาเองว่าวัดนี้น่าจะเป็นวัดประจำจังหวัดอุบล โดยดูจากชื่อวัด และความสำคัญของพระที่ประดิษฐานอยู่ แต่เมื่อเข้ามาในวัดแล้ว ต้องพบกับความแปลกใจ ที่ไม่เจอนักท่องเที่ยวเลย แม้กระทั่งชาวบ้านเองนับได้คงไม่เกินความสามารถของนิ้วทั้งสองมือเป็นแน่
แต่ก็ดีเหมือนกัน เพราะผมมักไม่ชอบไปใหนมาใหนที่มีคนเยอะๆเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว...
ไหว้พระ ถ่ายรูปโบสถ์ ถ่ายพระพุทธรูป ถ่ายพระสงฆ์ ญาติโยม ลามไปจนถึงรูปหมา จนเป็นที่สาแก่ใจ ก็ออกมานั่งจดบันทึกตรงโต๊ะม้าหินชานวัด ภายใต้บรรยากาศที่ สงบ เงียบ เย็นสบาย
เที่ยวครั้งนี้ผมพกสมุดไปเล่มนึงครับ เพื่อที่จะได้มาระลึกถึงความหลังได้ว่าตัวเองไปทำอะไรมาบ้าง ประทับใจอะไรบ้าง ขณะนั้นรู้สึกอย่างไร มีความคิดอย่างไร
ข้อความในใจที่ผมเลือกที่จะเขียนเก็บลงไปนั้น ทั้งหมดจะเป็นความรู้สึกดีๆครับ ส่วนความรู้สึกไม่ดีที่พบเจอมาบ้างนั้น ผมขอทิ้งไว้ให้สายลมพัดพาไป...

โอกาสที่ได้นั่งจดบันทึก สำรวจสิ่งรอบๆกาย คงเป็นข้อดีของการมาเที่ยวคนเดียว ที่ให้อิสระกับเราได้เต็มที่ อยากจะดื่มด่ำหรือใช้เวลากับอะไร ก็สามารถทำได้ตามที่ใจต้องการ ต่างจากการมาเที่ยวเป็นกลุ่ม ที่จะต้องรอไปพร้อมกันเสมอ จึงทำให้เวลาต้องการทำอะไรต้องคิดถึงคนหมู่มากไว้ก่อน
อย่างว่าครับเมื่อได้รับสิ่งดีๆมา ก็ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน ซึ่งก็คือความเหงาที่ถูกยัดเยียดเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ
แฮ่ม... แต่ว่ายกแรกถือผมตั้งการ์ดต่อยเก็บคะแนนได้ดีกว่าครับ เพราะยังปฎิเสธไม่รับความเหงาเข้ามาอยู่ในอ้อมอกได้ :-)



จดบันทึกเสร็จ ผมจำต้องหาสถานที่เที่ยวใหม่แทนพิพิทธภัณฑ์ที่พลาดไป เปิดดูแหล่งที่เที่ยวสักพัก ก็ได้เป้าหมายใหม่เป็นวัดหนองบัว เป็นวัดที่มีเจดีย์พุทธคยาจำลองอยู่ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในวัดที่มีชื่อของทางจังหวัด ส่วนอีกที่หนึ่งนั้นเป็นแหล่งโบราณคดีวัดก้านเหลือง ที่นี่เป็นที่ๆมีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาสมัยโบราณอยู่ หวังว่าคงตอบความต้องการของผมแทนที่พิพิทธภัณฑ์ได้ไม่มากก็น้อย
สองที่นี้อยู่ชาญเมืองของอุบลครับ ซึ่งดูๆแล้วน่าจะพอไหว และที่สำคัญ!! ถ้าหลงก็น่าจะหาทางกลับมาได้ไม่ยากเย็นเท่าไร...
เอาหล่ะ! พร้อมแล้วเดินต่อดีกว่า...

ดวง
20070528 10:35

 
Creative Commons License
This work is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial 3.0 Thailand License.